2006/Aug/09

การเปลี่ยนแปลงอะไรที่จำเป็นสำหรับ H5N1 ในการที่จะระบาดไปทั่วโลก

การที่ไวรัสจะเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเพื่อจะปรับปรุงคุณสมบัติการแพร่กระจายของตัวไวรัสนั้น มีกลไกหลัก ๆ สองกลไก กลไกแรกคือ reassortment เป็นการที่ไวรัสสองชนิดมาแลกเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรมกัน เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ของมนุษย์ (human influenza ที่กระจายได้ง่ายในมนุษย์) และ ไวรัสไข้หวัดนก (avian influenza) เกิดไปติดเชื้อในมนุษย์คนเดียวกันพร้อมกัน หรือติดเชื้อในสุกรตัวเดียวกันพร้อมกัน (เชื้อทั้งสองสามารถทำให้เกิดโรคในสุกรได้) ก็จะทำให้ข้อมูลทางพันธุกรรมมีการแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็นไวรัสที่มีความสามารถของทั้งสองชนิดได้ (เพราะได้ข้อมูลพันธุกรรมที่แลกเปลี่ยนกัน) ซึ่งเชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกในอดีต (และเชื้อในนก ก็กลายมาเป็นเชื้อของมนุษย์)

กลไกที่สอง เป็นกลไกที่ค่อยเป็นค่อยไป ทุกครั้งที่เชื้อไวรัสสามารถติดต่อในมนุษย์ได้ เชื้อก็จะค่อย ๆ ปรับปรุงตัวเองให้เกาะกับเซลล์มนุษย์ได้ง่ายขึ้น

การติดต่อระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ตอนนี้เป็นอย่างไร

แม้ว่าจะเกิดกรณีนั้นขึ้นได้ยากมาก และมีรายงานตัวอย่างผู้ป่วยถึงความเป็นไปได้ที่มีกรณีเชื้อ H5N1 (และ avian influenza ตัวอื่นๆ) ติดต่อระหว่างมนุษย์ในวงจำกัด (โดยมีความเกี่ยวข้องกับการระบาดในสัตว์) แต่ว่าก็ยังไม่เป็นเหตุให้ต้องตกใจกลัว หรือทำให้ต้องมีการเพิ่มมาตรการป้องกันมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลในปัจจุบันนี้ เหตุการณ์ผู้ป่วยดังกล่าวชี้ว่า การติดต่อระหว่างมนุษย์นั้น จะต้องเป็นการอยู่ด้วยกันแบบใกล้ชิดมากกับผู้ที่ป่วย (Data from these incidents suggest that transmission requires very close contact with an ill person) อันที่จริงแล้วกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการติดต่อระหว่างบุคคลได้เกิดขึ้น เพราะว่าผู้ที่อยู่ด้วยกันแบบใกล้ชิด (แล้วติดเชื้อไปด้วย) นั้น ก็คือคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน และยังสัมผัสสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกันอีก จึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคได้เหมือนกัน ทำไม่บอกไม่ได้ว่าเชื้อติดคนนึงก่อนแล้วกระจายให้อีกคน หรือว่าทั้งสองคน (หรือมากกว่า) ติดมาจากแหล่งเดียวกัน

ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดไปทั่วโลกตอนนี้เป็นอย่างไร

สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียด H5N1 virus ตอนนี้มีการกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ใหญ่ ๆ ในเอเชีย ทำให้มีมนุษย์มากขึ้นมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ และการที่มีมนุษย์ได้รับเชื้อเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นการให้โอกาสไวรัสปรับปรุงสายพันธุ์ตัวเองให้มีการกระจายและติดต่อมนุษย์ได้ดีขึ้น การที่ยังมีการระบาดในสัตว์ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้มนุษย์อีก ความน่าจะเป็นที่จะเกิด pandemic จึงมากขึ้น

มีเหตุอื่นที่น่ากังวลอีกไหม

มี

เป็ดเลี้ยง ขณะนี้สามารถที่จะทนต่อไวรัสได้มากขึ้น โดยสามารถที่จะติดเชื้อ highly pathogenic virus ได้โดยไม่มีอาการ ทำให้สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อให้สัตว์อื่นได้อีกมาก

มีการเปรียบเทียบเชื้อ H5N1 virus สายพันธุ์ที่ระบาดในปี 1997 กับในปี 2004 พบว่า เชื้อใหม่มีความรุนแรงมากกว่า ทำให้สัตว์ตายได้มากกว่า และทนต่อสภาพแวดล้อมได้นานกว่า

H5N1 สามารถก่อโรคในสัตว์หลายชนิดมากขึ้น โดยสามารถก่อโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิดได้ ซึ่งแต่เดิมถือว่าจะไม่ติดไวรัสนี้

พฤติกรรมของไวรัสที่อยู่ในรังโรค wild waterfowl (นกน้ำ) เปลี่ยนไป แต่เดิมสัตว์ที่เป็นรังโรคนี้จะทนไวรัสได้ เพราะไวรัสจะเป็น low pathogenic form แต่ในปี 2005 มีรายงานในจีนว่านกเหล่านี้ค่อย ๆ ตายไปถึง 6,000 ตัวจาก highly pathogenic H5N1 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ

ทำไม pandemics (การระบาดไปทั่วโลก) จึงน่ากลัว

เมื่อไข้หวัดใหญ่ (influenza) มีการระบาดลุกลามรุนแรงขึ้น การเข้าควบคุม หยุดยั้งจะทำได้ลำบากมาก จนอาจถือว่าทำไม่ได้เลย เป็นเพราะไวรัสสามารถกระจายติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการไอ หรือ จาม ข้อเท็จจริงก็คือว่า ผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ไปแล้วนั้น สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ก่อนที่จะเริ่มมีอาการแสดงให้เห็น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการกระจายของโรคไปยังประเทศต่าง ๆ ผ่านทางผู้โดยสารที่ยังไม่แสดงอาการ (แต่ว่าติดโรคไปแล้ว)

มีการประมาณว่า ถ้าไวรัสตัวใหม่สามารถเกิด pandemic ได้ โดยก่อโรคเพียงอาการไม่รุนแรงเท่านั้น ทั่วโลกน่าจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ล้านถึง 7.4 ล้านคน (คำนวณจากข้อมูลการระบาดในปี 1957) ซึ่งถ้าอาการของโรคเป็นแบบรุนแรง ก็น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้มาก ในการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกเมื่อปี 1918 มีผู้เสียชีวิตอย่างต่ำ 40 ล้านคน (สี่สิบล้านคน)

Pandemics ทำให้มีประชาชนจำนวนมากต้องการ การให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นจำนวนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินกำลังขีดความสามารถที่การบริการทางการแพทย์จะรองรับไว้ได้ อัตราคนขาดงานจะเพิ่มสูง ทำให้การให้บริการของหน่วยงานอื่น ๆ ต้องหยุดชงัก หรือ ไม่สามารถเปิดบริการได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งมวลชน การสื่อสาร หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เพราะว่าประชากรไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อตัวใหม่เลย ถ้ามีการระบาดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ทุกคนก็จะติดเชื้อได้โดยง่าย อัตราการป่วยจะพุ่งสูงมาก จะเห็นได้ว่า ในสังคมหนึ่ง ๆ ก็จะเกิดความวุ่นวายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจก็จะหยุดชะงักอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเพราะว่าระบบการค้า เศรษฐกิจ ของแต่ละสังคมจะเกี่ยวเนื่องกันอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบไปยังอีกสังคมด้วย

เนื่องจากทุกประเทศจะประสบปัญหา ภาวะฉุกเฉินเดียวกันนี้พร้อม ๆ กันทั่วโลก โอกาสที่จะมีความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (แบบที่พบในภัยธรรมชาติ หรือ โรคที่ระบาดในพื้นที่จำกัด) ก็จะน้อยลง เพราะว่าแต่ละประเทศก็จะมุ่งแก้ไขปัญหาภายใน และ ดูแลประชากรในประเทศของตนก่อน

อะไรเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดว่า Pandemic กำลังจะเริ่มขึ้น

สัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อพบว่า มีผู้ป่วยที่แสดงอาการของไข้หวัดใหญ่หลายคน ในเวลาและพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน เพราะเป็นการชี้ว่า(suggest) การติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ได้เกิดขึ้น (โดยง่าย) แล้ว ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน การตรวจพบผู้ป่วยที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ H5N1 จากการทำงาน ก็เป็นการ suggest ว่ามีการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์แล้วเช่นกัน ซึ่งการที่เกิดกรณีการป่วยแบบนี้ขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะสำรวจโรค ยืนยันการเกิดโรค ค้นหาว่าติดต่อมาจากแหล่งใดกันแน่ เพื่อจะยืนยันว่ามีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์จริงหรือไม่

องค์การอนามัยโลกได้ตรวจสอบตัวอย่างไวรัสที่มีการระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ ถึงองค์ประกอบทางพันธุกรรม และคุณสมบัติการติดต่อ โดยมีการขอความร่วมมือไปยังประเทศต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัยนี้






แปลและเรียบเรียงจาก
Avian influenza frequently asked questions
จาก website ของ World Health Organization

ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น

Comment

Comment:

Tweet


Plin, :-p
View full profile