2006/Aug/09

ขณะนี้การพัฒนาวัคซีนไปถึงไหนแล้ว

วัคซีนที่จะใช้เมื่อมีการระบาดทั่วโลกนั้นยังไม่มี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้มีการผลิตทุกปีนั้น ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดแบบ pandemic ได้ แม้ว่ามีการพัฒนาวัคซีนสำหรับ H5N1 ขึ้นในหลายประเทศก็ตาม ก็ยังไม่มีวัคซีนที่พร้อมที่จะผลิตออกมาเป็นปริมาณมาก และถ้ามีการระบาดทั่วโลกเกิดขึ้นแล้ว วัคซีนก็จะผลิตออกมาไม่ทัน ซึ่งอาจต้องรอหลายเดือนหลังจากเริ่มมีการระบาด (การระบาดของไวรัสตัวที่สามารถติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ได้ เพราะตอนนี้ยังเป็นไวรัสที่ระบาดในสัตว์อยู่ คุณสมบัติจะไม่เหมือนกัน และเราก็ไม่รู้ว่าตัวที่จะระบาดทั่วโลกจะมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปอย่างไรอีก จึงยังไม่สามารถผลิตวัคซีนออกมาในปริมาณมากตอนนี้ได้ Plin, :-p ผู้แปล)

ในขณะนี้มีการวิจัยเพื่อทดสอบเทคนิค คุณสมบัติของวัคซีน และทดสอบเทคนิคการผลิตว่า จะสามารถผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพให้ได้ในปริมาณมากได้อย่างไร แต่เป็นเพราะวัคซีนที่ใช้ต้องเหมาะสม และสัมพันธ์กันกับไวรัสที่กำลังระบาดด้วย ดังนั้นจึงยังไม่มีการผลิตวัคซีนในปริมาณมากจนกว่าจะมีไวรัสตัวใหม่ และ มีการยืนยันว่า pandemic ได้เกิดขึ้นแล้ว ในขณะนี้กำลังในการผลิตวัคซีนนั้น ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการ (ที่ได้ประมาณไว้) ในระหว่างการระบาด pandemic

ยาอะไรบ้างที่มีอยู่แล้วใช้รักษาได้

ยาสองชนิด (ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Neuraminidase inhibitor ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของโปรตีน Neuraminidase บนผิวของไวรัส) คือ oseltamivir (ชื่อการค้าคือ Tamiflu) และ zanamivir (ชื่อการค้าคือ Relenza) สามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการเจ็บป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลได้ ประสิทธิภาพของยาประเภท neuraminidase inhibitor นี้จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการให้ยาด้วย (ซึ่งควรให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ) สำหรับไวรัส H5N1 นี้ การให้ยาน่าจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ แต่ข้อมูลยังจำกัดอยู่ โดยคาดว่าเรายังสามารถใช้ยาในกลุ่ม Neuraminidase inhibitor กำจัดเชื้อได้อยู่ การดื้อยาในตอนนี้ถือว่าน้อยมาก แต่ว่าถ้ามีการใช้ยามากขึ้นโดยเฉพาะระหว่างการระบาด โอกาสที่จะมีการดื้อยาก็จะสูงขึ้น

ยากลุ่มเก่าคือ M2 inhibitors ได้แก่ amantadine และ rimantadine นั้น อาจจะใช้ได้กับไข้หวัดใหญ่ pandemic แต่ก็จะเกิดการดื้อยาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ยากลุ่มนี้น้อยลงไป ขณะนี้เชื้อ H5N1ที่ระบาดในหลายพื้นที่ได้ดื้อต่อยากลุ่ม M2 inhibitor แล้ว อย่างไรก็ตามถ้าไวรัสตัวใหม่ที่เกิดขึ้น เป็นจากกลไก reassortment ยาในกลุ่ม M2 inhibitor อาจจะ มีผลในการยับยั้งเชื้อไวรัสได้

สำหรับยา neuraminidase inhibitor นี้ ข้อจำกัดหลัก ซึ่งเป็นปัญหามากก็คือ กำลังการผลิตที่ไม่มาก และราคาที่ค่อนข้างสูงมาก ในปัจจุบัน ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 เท่าแล้ว แต่ว่า อาจต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษที่จะสามารถผลิตยา oseltamivir ได้ปริมาณมากเพียงพอ ที่จะให้รักษาประชากรโลกเพียง 20% เท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนและใช้เวลามาก

ภาวะปอดบวมที่พบในการติดเชื้อ H5N1 นั้น เป็นผลโดยตรงจากไวรัส ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะ (ซึ่งใช้ฆ่าแบคทีเรีย) มารักษาได้ อย่างไรก็ตามปอดบวมจากเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้น อาจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในภายหลังได้ ซึ่งในระยะนั้น การใช้ยาปฏิชีวนะจึงจะได้ประโยชน์ องค์การอนามัยโลกถือว่าเป็นการรอบคอบที่ทุกประเทศจะมีการจัดเตรียมยาปฏิชีวนะไว้ให้พร้อมสำหรับเหตุการณ์ในอนาคตด้วย

เราจะป้องกัน Pandemic ได้หรือไม่

ไม่มีใครมั่นใจได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการระบาดทั่วโลก pandemic ก็คือ การกำจัดเชื้อไวรัสในสัตว์ปีก ทว่า..ตอนนี้ เริ่มมีความไม่มั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆแล้วว่า เราจะสามารถกำจัดหรือควบคุมไวรัสในสัตว์ปีกได้หรือไม่

องค์การอนามัยโลกได้กักตุนยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไว้ โดยเพียงพอที่จะรักษาได้ 3 ล้าน course ภายในต้นปี 2006 จากการคำนวณโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ชี้ว่ายาเหล่านี้อาจใช้ในรูปแบบของการป้องกันการติดเชื้อ โดยใช้ในช่วงจังหวะที่อาจจะเริ่มมีการระบาดใกล้เคียงกับการระบาดทั่วโลก (pandemic) เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในวงกว้าง และอาจจะชะลอการระบาดไปสู่ประเทศต่าง ๆได้ ซึ่งจะได้ใช้เวลาช่วงนี้ตระเตรียมเร่งการผลิตวัคซีน

ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ ไม่เคยมีการทดสอบมาก่อนว่าจะสำเร็จหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐาน และการคาดเดาพฤติการณ์ต่าง ๆ ของไวรัส ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่ทราบความแน่นอน ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ยังขึ้นอยู่กับระบบการเฝ้าระวังโรค (surveillance) และยังต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ที่เริ่มมีการระบาดจากมนุษย์สู่มนุษย์ อาจต้องใช้กำลังทหารเพื่อบังคับไม่ให้มีการเข้าออกพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะใช้ยุทธศาสตร์(การใช้ยาในระยะแรกของการระบาดนี้)ให้ประสบผลสำเร็จ ระบบการเฝ้าระวังโรคในประเทศต่าง ๆ ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่จะค้นพบกลุ่มผู้ป่วยที่ป่วยในเวลาไล่เลี่ยกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน

องค์การอนามัยโลกได้แนะนำยุทธศาสตร์อะไรไว้

ในเดือนสิงหาคม 2005, องค์การอนามัยโลกได้ให้เอกสาร
Recommended Strategic Actions (Click download PDF file ได้ที่นี่) เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในการตอบสนองต่อ Avian Influenza Pandemic ยุทธศาสตร์ที่แนะนำไว้ หวังที่จะเพิ่มการเตรียมพร้อมของแต่ละประเทศ ลดโอกาสที่จะเกิดไวรัสตัวใหม่ที่สามารถติดต่อได้ระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์จนเกิดการระบาดไปทั่วโลก ปรับปรุงระบบเตือนภัย ชะลอการกระจายของเชื้อไปสู่ประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะแรก และเร่งการผลิตวัคซีน

ตอนนี้โลกเตรียมตัวดีพอแล้วหรือยัง

ยัง ทั้ง ๆ ที่ได้มีการเตือนเป็นระยะเวลาเกือบสองปี โลกก็ยังไม่พร้อมที่จะป้องกันตัวเองให้พ้นจากความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาด pandemic องค์การอนามัยโลกได้กระตุ้นประเทศต่าง ๆ พัฒนาแผนที่จะเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ ทว่ามีเพียงประมาณ 40 ประเทศเท่านั้นที่ได้มีการเตรียมพร้อม องค์การอนามัยโลกยังได้กระตุ้นให้ประเทศที่มีทรัพยากรเพียงพอ ให้กักตุนยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไว้ใช้สำหรับตอนเริ่มของการระบาด (ตามแผนข้างต้น) ประมาณ 30 ประเทศกำลังหาซื้อยาเหล่านี้ไว้ แต่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการได้ แนวโน้มสถานการณ์ในตอนนี้ก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะไม่สามารถเตรียมหรือหาวัคซีนและยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ระบาดทั่วโลก







แปลและเรียบเรียงจาก
Avian influenza frequently asked questions
จาก website ของ World Health Organization

ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น

Comment

Comment:

Tweet


ขอบคุณสำหรับความรู้ฮับผม
#2 by หมาน่อยโทเม At 2006-08-09 22:03,
อืม ไข้หวัดนกช่วงนี้ก็ดูเหมือนกำลังกลับมาระบาดอีกครั้ง
ได้ทำการบ้านเรื่องนี้เหมือนกัน
ถ้าเกิด Pandemic ขึ้นมามันส่งผลกระทบมหาศาลเลยนะเนี่ย
#1 by Lullaby-Nocturne At 2006-08-09 19:30,

Plin, :-p
View full profile