2007/Feb/01


ภาพข้างบนนี้ ข้าพเจ้าถ่ายจากบริเวณวิหารอินทขีล (มณฑปจตุรมุขวิหาร) โดยแผ่นโลหะนี้ได้เล่าเรื่องอินทขีลไว้ว่า

อินทขีล หมายถึง เสาของพระอินทร์ ตำนานระบุว่าเป็นเสาที่พระอินทร์ประทานแก่ชาวลัวะ โดยให้กุมภัณฑ์ 2 ตน หามเสาอินทขีลลงมาจากฟ้าแล้วทำหน้าที่รักษาอินทขีล เชื่อกันว่าฝังอยู่ใต้ดิน

ชาวเชียงใหม่ถืออินทขีลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง มีฐานะเป็นเสื้อเมืองมีอิทธิฤทธิ์ให้บ้านเมืองพ้นจากภัย และบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ถึงมีประเพณีบูชาเรียกว่า เข้าอินทขีล ในเดือน 8 เหนือ เป็นประจำทุกปี


ซึ่งบันทึกที่จารึกไว้นี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าช่าง สั้นไป ขาดเรื่องราวบางอย่าง ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่ามีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม อย่างมาก ดังข้าพเจ้าจะได้กล่าวสรุปในตอนท้าย



จากรูป วิหารทางขวามือคือมณฑปจตุรมุขวิหาร (วิหารอินทขีล) ซึ่งอยู่ภายในวัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นที่ประดิษฐาน เสาอินทขีล

ทางด้านหลังของภาพ (หรือด้านทิศใต้ของวิหารอินทขีล) จะมีต้นไม้อยู่ นั่นคือต้นยางใหญ่ อายุกว่า200 ปี ขนาดความยาววัดโดยรอบต้นประมาณ 10 เมตร สูงไม่ต่ำกว่า 40 เมตร
(click ดูภาพต้นยางนี้ชัด ๆ ที่นี่) เชื่อกันว่าปลูกในสมัยพระเจ้ากาวิละ

ในความเป็นจริงแล้ว มิได้มี 'เสาอินทขีล' แต่เพียงเล่มเดียวที่นี่.. หากแต่ยังมีที่ประตูเมืองทั้งห้าของเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งแจ่งเมืองทั้งสี่อีกด้วย (แจ่งคือมุม) แต่เสาอินทขีลที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือเสาอินทขีลที่วัดเจดีย์หลวงนี้ และยังถือว่าเป็นเสาหลักเมืองอีกด้วย

เดิมนั้น เสาอินทขีลเล่มนี้ หาได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดเจดีย์หลวงไม่ หากแต่อยู่ที่วัดสะดือเมืองหรือวัดอินทขีลซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ทั้งนี้พระเจ้ากาวิละได้โปรดให้ย้ายเสาหลักเมืองจากวัดสะดือเมืองไปไว้ในบริเวณปัจจุบันเมื่อ พ.ศ. 2343

จากตำนานสุวรรณฅำแดง (ฉบับพระมหาหมื่น วัดเจดีย์หลวง) ที่เล่าขานสืบต่อกันมา ได้กล่าวไว้ว่า ก่อนที่พญามังรายจะเข้ามาปกครองเชียงใหม่นั้น เดิมแผ่นดินนี้เป็นอณาจักรของชาวลัวะ 9 ตระกูล เรียกว่าเมืองนพบุรี (นพ = นว = 9) คราวหนึ่งชาวลัวะมีภัย ข้าศึกบุกรุก พระอินทร์บนสวรรค์จึงให้กุมภัณฑ์ 2 ตน ไปขุดเอาเสาอินทขีลเล่มกลางขึ้นมาใส่สาแหรกเหล็ก หาบไปฝังไว้ที่เมืองนพบุรี และสั่งให้ชาวลัวะถือศีล รักษาคำสัตย์ เสาอินทขีลก็บันดาลให้บ้านเมืองพ้นภัย มีความอุดมสมบูรณ์

ครั้นศีลธรรมเสื่อมโทรมลง กอร์ปกับชาวลัวะไม่ให้ความเคารพเสาอินทขีล กุมภัณฑ์สองตนนั้นจึงขุดเอาเสาอินทขีลขึ้นมา แล้วหามกลับไปเมืองสวรรค์

ต่อมามีอาเพศอีก บ้านเมืองมีภัย ชาวลัวะขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์อีกครั้ง แต่คราวนี้พระอินทร์ให้ชาวลัวะสร้างเสาอินทขีลขึ้นเอง !!! ซึ่งข้าพเจ้ามองว่า ความสำคัญอยู่ที่ตรงนี้ล่ะ

ในการสร้างนั้น พระอินทร์บอกให้ชาวเมืองหล่ออ่างขาง ซึ่ง แปลว่ากระทะใหญ่ ทำด้วยเหล็กหล่อ แล้วให้ปั้นรูปสัตว์ทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้อย่างละ 1 คู่ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะ กวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้ง จระเข้ มังกร ตลอดจนตะขาบ แมลงป่อง ปั้นรูปคนทั้งหลายให้ครบ ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา แล้วเอารูปปั้นเหล่านี้ใส่ลงในกระทะ เอาฝังลงหลุมแล้วก่ออิฐปิดไว้ แล้วจึงสร้างอินทขีลไว้เบื้องบน สั่งให้ทำพิธีสักการะ และตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม



นอกจากชาวเมืองจะร่วมกันสร้างเสาอินทขีลขึ้นใหม่แล้ว ก็ยังได้ปั้นกุมภัณฑ์สองตนไว้คอยรักษาอินทขีลด้วย ซึ่งรูปนี้ข้าพเจ้าถ่ายมาให้เห็นแต่ตนหนึ่ง ซึ่ง ถ้าดูจากรูปที่เห็นมณฑปจตุรมุขวิหารทางขวาแล้ว จะเห็นศาลาเล็ก ๆทางซ้าย ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นกุมภัณฑ์ทั้งสองนั้น

โดยปกติจะมิให้สตรีเข้าไปสักการะถึงที่แท่น แต่วันนี้..ข้าพเจ้าจะนำบรรดาสหาย (จินตนาการว่ากำลัง) เดินผ่านประตู เข้าไปชมข้างในวิหารอินทขีลด้วยกัน



เมื่อเดินผ่านเข้าประตูไป ก็จะเห็นว่ามีพระพุทธรูปอยู่บนแท่น ตั้งอยู่กลางวิหาร



เดิมนั้นเสาอินทขีลเป็นเสาปูนปั้นล้วน ๆ ต่อมามีการประดับกระจกตกแต่งให้ดูสวยงามโดยมีครูบาขาวปี่เป็นประธาน



พร้อมนั้นพลตรีเจ้าราชบุตรได้นำพระพุทธรูปขึ้นประดิษฐานบนเสานั้นอย่างที่เห็นในรูป





มีเรื่องเล่าว่า เมื่อทำพิธีคราใด ก็จะมีฝนตกเมื่อนั้น อันเดือน 8 เหนือนี้ จะตรงกับประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน

ความเจริญรุ่งเรือง และ ความอุดมสมบูรณ์ของอณาจักร ไม่ว่าจะเป็นด้วยฤทธิ์ของพระอินทร์ที่ส่งผ่านเสาอินทขีล หรือ เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ที่คุ้มครองแผ่นดินก็ตาม แต่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดก็คือ การที่ประชาชนรักษาศีล ตั้งมั่นอยู่ในธรรมนั่นเอง (ซึ่งประเด็นนี้ก็มีอยู่ในตำนานด้วย)

ข้าพเจ้าขอยกคำกล่าวของ ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี แห่งคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับประวัติของอินทขีลไว้ว่า

สิ่งที่โบราณท่านสะท้อนความคิดออกไว้เป็นที่ชัดเจนว่า บุคคลไม่ว่าชาติใด ภพใด สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์บกสัตว์น้ำหรือแมลงที่อาศัยอยู่ใน อ่างขาง คือแผ่นดินที่มีทิวเขาล้อมรอบแห่งนี้ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งสิ้น เสาอินทขีลที่สร้างขึ้นนั้นมิได้หมายถึงเสาอย่างที่กำแพงเมือง แต่เป็นเสาแห่งปฏิญญาคือ "ความมั่นคง" ทุกชีวิตไม่ว่าจะมาจากไหนจะต้องสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวในเมืองนี้ ซึ่งทุกปีทุกคนทุกหมู่เหล่าจะมาทำพิธีแสดงถึงสามัคคีธรรมที่ข่วงอินทขีล ที่มีเสาอินทขีลเสาแห่งปฏิญญาฟ้าเวียงพิงค์


แม้เรื่องอินทขีลที่ข้าพเจ้าเล่ามานี้เป็นเรื่องของเมืองเชียงใหม่ แต่ก็ได้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ตั้งแต่ไหนแต่ไรมานั้นย่อมต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินด้วยกันทั้งสิ้น และ มนุษย์เราก็ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว สมาชิกในกลุ่มสังคมนั้น ไม่ว่าจะมาจากไหนก็ตาม ต้องไม่คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน จำต้องรู้รักสามัคคี ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว และยังต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมอีกด้วย

ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าหากเรามีจิตสำนึกทางสังคมแล้ว พวกเราจึงจะสามารถอยู่อย่างบริบูรณ์ พูนสุขได้ และบ้านเมืองก็จะไม่วุ่นวายอย่างที่เห็นอยู่อย่างทุกวันนี้




เสาอินทขีล : เสาแห่งปฏิญญาฟ้าเวียงพิงค์ : ความนัยของความร่มเย็น
เรื่อง Plin, :-p
ภาพ Plin, :-p



ข้อมูลประกอบการเขียน (และแนะนำให้สหายอ่านเพิ่มเติมด้วย)
  • บทความเรื่อง เสาอินทขีล จาก LANNA CORNER
  • บทความเรื่อง ประเพณีเข้า อินทขีล จาก LANNA WORLD
  • บทความเรื่อง วัดเจดีย์หลวง(เชียงใหม่) จาก LANNA WORLD
  • ข่าวเรื่อง ฟื้นคุณค่าเสาอินทขีลหวังหนุ่มสาวรู้ค่าวัฒนธรรมล้านนา จาก ผู้จัดการออนไลน์

  • edit @ 2007/02/01 10:34:53
    edit @ 2007/05/13 22:36:20

    Comment

    Comment:

    Tweet


    รูปหายหมดแล้ววว อยากเห็นรูปจังค่ะ
    #7 by Reiriesz (103.7.57.18|61.90.97.125) At 2012-05-04 10:39,
    เมื่อวานผมเพิ่งไปทำบุญมาครับ คนเยอะมากๆแต่ก็มีความสุขครับเพราะไม่เคยเห็นประเพณีแบบนี้ เค้าใส่บาตรด้วยดอกไม้กัน สวยงามมากครับbig smile
    #6 by kendo (222.123.82.73) At 2008-06-05 19:13,
    #5 by นิมย (58.64.41.54) At 2007-08-27 16:52,
    #4 by นิมย (58.64.41.54) At 2007-08-27 16:52,
    เยี่ยมครับ
    ทำให้ผมรู้จักอะไรดีๆอีกอย่างแล้ว...
    #3 by โก๋สิจ๊ะ At 2007-02-01 12:51,
    ปีนี้กะว่าจะไปใส่ขันดอกด้วยนะเจ้า
    โอ้ว เคยได้ยินชื่อจากเพลงเหมือนกัน
    พึ่ง รู้รายละเอียดนะเนี่ย ต้องแวะไปบูชา
    ขอบคุณนะครับ ที่ช่วยรวบรวมความรู้ดีๆ
    มาให้อ่าน ดีจัง
    #1 by Travelism At 2007-02-01 10:35,

    Plin, :-p
    View full profile