หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เสนอบทความสนับสนุนประเด็น "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" 2 บทความ (ที่นี่ และ ที่นี่) และ เหตุผลคัดค้าน 1 บทความ (ที่นี่) ไว้ก่อนหน้านี้แล้วนั้น เดิมที่ข้าพเจ้าอยากจะนำเสนอบทความคัดค้านอีก 1 บทความก่อนแล้วจึงเสนอความเห็นของข้าพเจ้าบ้าง
แต่ว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ ไม่ขอนำบทความคัดค้านอื่นมาเสนอที่ blog อีก (เพราะเดี๋ยวสหายจะว่า ข้าพเจ้าเอาแต่นำของคนอื่นมาลง ไม่ยอมเขียนเอง) แต่ถ้าสนใจอ่านอีก สหายน่าจะได้อ่านบทความเรื่อง "ศาสนาประจำชาติ ศาสนาทลายชาติ?" โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร ซึ่งในบทความดังกล่าว จะนำเสนอข้อเท็จจริงในประเด็น "ศาสนาประจำชาติ" ของประเทศอื่นด้วย (Click อ่านได้ที่นี่.. ที่ web ของ ประชาไท)
เนื่องจากได้แสดงจุดยืนมาแล้ว 3 วันว่า คัดค้านการกำหนดศาสนาประจำชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สำหรับประเทศไทยเท่านั้น ข้าพเจ้ายังคิดว่า.. ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นพิเศษ อันเกี่ยวเนื่องด้วยประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรแล้ว ทุกประเทศควรถอนการบัญญัติศาสนาปะรจำชาติออกไปเสียด้วย
ประเทศอื่น (เช่นประเทศที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้) จะได้ไม่บัญญัติโดยอ้างเหตุผลเพียงว่า ประเทศนั้นยังบัญญํติได้เลย ทำไมจะบัญญัติบ้างไม่ได้ โดยไม่ได้พิจารณาว่า ที่มาของการกำหนดศาสนาประจำชาติของแต่ละประเทศนั้น มีเหตุผลเฉพาะตนที่ต่างกัน
ที่จริงแล้ว ก่อนที่จะฟันธงไปเลยว่า ควรหรือไม่ควรทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น (ในที่นี้คือการกำหนดศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ) ข้าพเจ้าคิดว่าเราควรต้องคำนึงถึงสองสิ่ง นั่นคือ ความเสี่ยงหรืออันตรายอันเนื่องมาจากการกระทำนั้น (risk) เทียบกับ ประโยชน์ที่พึงจะได้รับ (benefit)
จากการที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอบทความปูพื้นฐานความคิดให้สหายก่อนหน้านี้แล้ว สหายก็คงพอจะมองออกว่า การระบุศาสนาพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น จะ (มีโอกาสทำให้) เกิดข้อดีหลายประการต่อพระพุทธศาสนา และต่อประชาชน (ถ้าหากผลดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริง)
แต่การคิดถึงเฉพาะข้อดีที่ (อาจ) จะเกิดขึ้น แต่ด้านเดียวนั้นคงจะไม่เพียงพอ การพิจารณาถึงผลร้ายหรือความเสี่ยงที่อาจจะมีขึ้นนั้นจะทำให้มองภาพปัญหาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
!!!
ข้อดีตั้งมากมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น หากเทียบกับ ข้อเสียร้ายแรงแม้เพียง 1 ข้อ อย่างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน
ในความคิดของข้าพเจ้านั้น การเทียบน้ำหนักด้านดีและด้านเสียที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่อาจจะนำแต่จำนวนข้อดีมาเทียบกับจำนวนข้อเสียเท่านั้น
และไม่ควรจะอ้างเหตุผลว่า "ไม่น่าจะเกิดขึ้น" หรือ "ไม่จริงหรอก" มาเป็นเหตุให้ปฎิเสธประเด็นความเสี่ยง ราวกับว่าจะไม่ให้ความสนใจ
เราคงไม่พูดเรื่องประโยชน์นานับประการที่จะเกิดขึ้น แต่ถามว่าถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริง เรายอมรับมันได้ไหม และมีแผนการอะไรรองรับหรือไม่ ถ้าหากมันเกิดแล้วจะแก้ไขได้ไหม หรือ จะผ่อนหนักเป็นเบาได้อย่างไร
ข้าพเจ้าคิดว่า เราจะสามารถตัดสินใจทำงาน (ในที่นี้คือการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ) ได้อย่างมั่นใจ ถ้าหากว่าเรามีแผนรองรับชัดเจนกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น แต่... ถ้าไม่มีล่ะ หรือว่ามี..แต่ว่ามันไม่ได้ผลลัพท์ที่เชื่อถือได้ล่ะ ในความเห็นแล้ว ข้าพเจ้าว่าเราไม่ควรจะไปเสี่ยงทำ
!!!
สิ่งที่ฝ่ายคัดค้านกลัวกันมากที่สุดมีสองเรื่องคือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรู้สึกเป็นประชากรชั้นสองของคนกลุ่มหนึ่ง จริงอยู่ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น หากเกิดขึ้นแล้ว.. เรามีแผนรองรับหรือไม่
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติมากก็คือ ความเป็นไปได้ที่โจรก่อการร้าย ผู้หวังจะแบ่งแยกดินแดน จะสบโอกาสนี้อ้างต่อชาวโลกว่า ประเทศไทยมีศาสนาประจำชาติคือศาสนาพุทธ เพราะอ้างว่าประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธ (ซ้ำองค์กรบางแห่งยังบอกว่า เพราะสีขาวในธงไตรรงค์ คือพุทธศาสนาอีกด้วย) ดินแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถืออิสลาม จึงไม่อาจจะยอมรับสภาพได้ (หรือแม้แต่จะยอมใช้ธงชาติผืนนี้ได้) จึงจำเป็นต้องแยกดินแดน
ข้าพเจ้าไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอก เรื่องแบบนี้มีการตั้งประเด็นมานานแล้ว นับย้อนไปตั้งแต่การเปลียนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย และในปีนี้ ก็มีคนพูดเรือ่งความเป็นไปได้นี้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้เราจะมองว่า ผู้ก่อการในภาคใต้ไม่มีสิทธิแบ่งแยกดินแดน เพราะว่าการที่ปัตตานีเป็นอีกประเทศหนึ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงในอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว แต่สหายลองคิดดู สิ่งที่กำลังจะเกิดนี้เป็นเรื่องใหม่ ถ้าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สีขาวในธงชาติไม่ได้หมายรวมทุกศาสนา (ตามข้ออ้างขององค์กรพุทธบางแห่ง) การเรียกร้องของพวกผู้ก่อการร้ายจะมีน้ำหนักและเหตุผลมากขึ้นขนาดไหน
!!!
ลองคิดจินตนาการดูเองเถิด ฝ่ายองค์กรที่เรียกร้องให้บัญญัติว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น อ้างแต่ว่า เรื่องความเสี่ยงเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ว่าแต่... พวกเรามีแผนการรองรับเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และแผนนั้นถ้ามีจะมีประสิทธิภาพเพียงใดกัน
ความเสียหายต่อความมั่นคงเหล่านั้นจะเลี่ยงได้อย่างไรบ้าง
ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้านนั้น ต่างก็หวังดีต่อประเทศด้วยกันทั้งนั้น ฝ่ายสนับสนุนต้องการให้มีการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง และฝ่ายคัดค้านก็กลัวจะเกิดความแตกแยกในสังคม แต่การจะหวังดีนั้น ควรจะต้องคำนึงให้รอบด้านด้วย
ถ้าหากเราไม่มีแผนการรองรับผลเสียที่อาจจะเกิดเหล่านั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเราไม่ควรบัญญัติ "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อหว้งว่าจะเกิดผลดี (ซึ่งอาจจะไม่เกิด) ขึ้น
เพราะผลดีเหล่านั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปบัญญัติประโยคนี้ในรัฐธรรมนูญ
!!!
หากว่า เหตุผลหลัก ๆ (ของฝ่ายสนับสนุน) ที่ต้องการจะบัญญัติว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" คือความห่วงใยต่อสถานการณ์ของพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมโทรมอยู่แล้วล่ะก็ ถ้าคิดตามหลักอริยสัจ 4 แล้ว เราคงจะต้องกำหนดปัญหาให้มั่นก่อน หาสาเหตุของมันให้พบ กำหนดเป้าหมาย แล้วจึงหามรรควิธีที่จะทำให้ศาสนาอยู่รอดต่อไปได้
ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าเราพบสาเหตุที่แท้จริงได้แล้วล่ะก็ เราจะรู้ว่า มีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข และต้องทำเพื่อผดุงพระพุทธศาสนา นอกเหนือไปจากการรณรงค์ให้มีการบัญญัติ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
!!!
!!!
ด้วยความเคารพ

แต่ว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนใจ ไม่ขอนำบทความคัดค้านอื่นมาเสนอที่ blog อีก (เพราะเดี๋ยวสหายจะว่า ข้าพเจ้าเอาแต่นำของคนอื่นมาลง ไม่ยอมเขียนเอง) แต่ถ้าสนใจอ่านอีก สหายน่าจะได้อ่านบทความเรื่อง "ศาสนาประจำชาติ ศาสนาทลายชาติ?" โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร ซึ่งในบทความดังกล่าว จะนำเสนอข้อเท็จจริงในประเด็น "ศาสนาประจำชาติ" ของประเทศอื่นด้วย (Click อ่านได้ที่นี่.. ที่ web ของ ประชาไท)
เนื่องจากได้แสดงจุดยืนมาแล้ว 3 วันว่า คัดค้านการกำหนดศาสนาประจำชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สำหรับประเทศไทยเท่านั้น ข้าพเจ้ายังคิดว่า.. ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นพิเศษ อันเกี่ยวเนื่องด้วยประวัติศาสตร์ที่ต้องมีการแย่งชิงอำนาจระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรแล้ว ทุกประเทศควรถอนการบัญญัติศาสนาปะรจำชาติออกไปเสียด้วย
ประเทศอื่น (เช่นประเทศที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้) จะได้ไม่บัญญัติโดยอ้างเหตุผลเพียงว่า ประเทศนั้นยังบัญญํติได้เลย ทำไมจะบัญญัติบ้างไม่ได้ โดยไม่ได้พิจารณาว่า ที่มาของการกำหนดศาสนาประจำชาติของแต่ละประเทศนั้น มีเหตุผลเฉพาะตนที่ต่างกัน
ที่จริงแล้ว ก่อนที่จะฟันธงไปเลยว่า ควรหรือไม่ควรทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น (ในที่นี้คือการกำหนดศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ) ข้าพเจ้าคิดว่าเราควรต้องคำนึงถึงสองสิ่ง นั่นคือ ความเสี่ยงหรืออันตรายอันเนื่องมาจากการกระทำนั้น (risk) เทียบกับ ประโยชน์ที่พึงจะได้รับ (benefit)
จากการที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอบทความปูพื้นฐานความคิดให้สหายก่อนหน้านี้แล้ว สหายก็คงพอจะมองออกว่า การระบุศาสนาพุทธไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น จะ (มีโอกาสทำให้) เกิดข้อดีหลายประการต่อพระพุทธศาสนา และต่อประชาชน (ถ้าหากผลดีเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้จริง)
แต่การคิดถึงเฉพาะข้อดีที่ (อาจ) จะเกิดขึ้น แต่ด้านเดียวนั้นคงจะไม่เพียงพอ การพิจารณาถึงผลร้ายหรือความเสี่ยงที่อาจจะมีขึ้นนั้นจะทำให้มองภาพปัญหาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ข้อดีตั้งมากมายที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น หากเทียบกับ ข้อเสียร้ายแรงแม้เพียง 1 ข้อ อย่างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน
ในความคิดของข้าพเจ้านั้น การเทียบน้ำหนักด้านดีและด้านเสียที่จะเกิดขึ้นนั้น ไม่อาจจะนำแต่จำนวนข้อดีมาเทียบกับจำนวนข้อเสียเท่านั้น
และไม่ควรจะอ้างเหตุผลว่า "ไม่น่าจะเกิดขึ้น" หรือ "ไม่จริงหรอก" มาเป็นเหตุให้ปฎิเสธประเด็นความเสี่ยง ราวกับว่าจะไม่ให้ความสนใจ
เราคงไม่พูดเรื่องประโยชน์นานับประการที่จะเกิดขึ้น แต่ถามว่าถ้ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นจริง เรายอมรับมันได้ไหม และมีแผนการอะไรรองรับหรือไม่ ถ้าหากมันเกิดแล้วจะแก้ไขได้ไหม หรือ จะผ่อนหนักเป็นเบาได้อย่างไร
ข้าพเจ้าคิดว่า เราจะสามารถตัดสินใจทำงาน (ในที่นี้คือการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ) ได้อย่างมั่นใจ ถ้าหากว่าเรามีแผนรองรับชัดเจนกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น แต่... ถ้าไม่มีล่ะ หรือว่ามี..แต่ว่ามันไม่ได้ผลลัพท์ที่เชื่อถือได้ล่ะ ในความเห็นแล้ว ข้าพเจ้าว่าเราไม่ควรจะไปเสี่ยงทำ
สิ่งที่ฝ่ายคัดค้านกลัวกันมากที่สุดมีสองเรื่องคือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรู้สึกเป็นประชากรชั้นสองของคนกลุ่มหนึ่ง จริงอยู่ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น หากเกิดขึ้นแล้ว.. เรามีแผนรองรับหรือไม่
อีกเรื่องหนึ่งซึ่งล่อแหลมต่อความมั่นคงของชาติมากก็คือ ความเป็นไปได้ที่โจรก่อการร้าย ผู้หวังจะแบ่งแยกดินแดน จะสบโอกาสนี้อ้างต่อชาวโลกว่า ประเทศไทยมีศาสนาประจำชาติคือศาสนาพุทธ เพราะอ้างว่าประชากรส่วนใหญ่นับถือพุทธ (ซ้ำองค์กรบางแห่งยังบอกว่า เพราะสีขาวในธงไตรรงค์ คือพุทธศาสนาอีกด้วย) ดินแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถืออิสลาม จึงไม่อาจจะยอมรับสภาพได้ (หรือแม้แต่จะยอมใช้ธงชาติผืนนี้ได้) จึงจำเป็นต้องแยกดินแดน
ข้าพเจ้าไม่ได้ชี้โพรงให้กระรอก เรื่องแบบนี้มีการตั้งประเด็นมานานแล้ว นับย้อนไปตั้งแต่การเปลียนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย และในปีนี้ ก็มีคนพูดเรือ่งความเป็นไปได้นี้เช่นกัน
ก่อนหน้านี้เราจะมองว่า ผู้ก่อการในภาคใต้ไม่มีสิทธิแบ่งแยกดินแดน เพราะว่าการที่ปัตตานีเป็นอีกประเทศหนึ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงในอดีตที่ผ่านมานานมากแล้ว แต่สหายลองคิดดู สิ่งที่กำลังจะเกิดนี้เป็นเรื่องใหม่ ถ้าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ สีขาวในธงชาติไม่ได้หมายรวมทุกศาสนา (ตามข้ออ้างขององค์กรพุทธบางแห่ง) การเรียกร้องของพวกผู้ก่อการร้ายจะมีน้ำหนักและเหตุผลมากขึ้นขนาดไหน
ลองคิดจินตนาการดูเองเถิด ฝ่ายองค์กรที่เรียกร้องให้บัญญัติว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น อ้างแต่ว่า เรื่องความเสี่ยงเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ว่าแต่... พวกเรามีแผนการรองรับเรื่องเหล่านี้หรือไม่ และแผนนั้นถ้ามีจะมีประสิทธิภาพเพียงใดกัน
ความเสียหายต่อความมั่นคงเหล่านั้นจะเลี่ยงได้อย่างไรบ้าง
ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือคัดค้านนั้น ต่างก็หวังดีต่อประเทศด้วยกันทั้งนั้น ฝ่ายสนับสนุนต้องการให้มีการพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง และฝ่ายคัดค้านก็กลัวจะเกิดความแตกแยกในสังคม แต่การจะหวังดีนั้น ควรจะต้องคำนึงให้รอบด้านด้วย
ถ้าหากเราไม่มีแผนการรองรับผลเสียที่อาจจะเกิดเหล่านั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเราไม่ควรบัญญัติ "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อหว้งว่าจะเกิดผลดี (ซึ่งอาจจะไม่เกิด) ขึ้น
เพราะผลดีเหล่านั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปบัญญัติประโยคนี้ในรัฐธรรมนูญ
หากว่า เหตุผลหลัก ๆ (ของฝ่ายสนับสนุน) ที่ต้องการจะบัญญัติว่า "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" คือความห่วงใยต่อสถานการณ์ของพุทธศาสนาที่กำลังเสื่อมโทรมอยู่แล้วล่ะก็ ถ้าคิดตามหลักอริยสัจ 4 แล้ว เราคงจะต้องกำหนดปัญหาให้มั่นก่อน หาสาเหตุของมันให้พบ กำหนดเป้าหมาย แล้วจึงหามรรควิธีที่จะทำให้ศาสนาอยู่รอดต่อไปได้
ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าเราพบสาเหตุที่แท้จริงได้แล้วล่ะก็ เราจะรู้ว่า มีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข และต้องทำเพื่อผดุงพระพุทธศาสนา นอกเหนือไปจากการรณรงค์ให้มีการบัญญัติ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ"
- สรุป
- การบัญญัติ "พุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติ" นั้น ถ้ามีข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยที่เราไม่มีแผนรับรองแล้วละก็ เราไม่ควรรีบร้อนบัญญํติ
- ยังมีวิธีอื่นอีกมากที่จะบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งถ้าเริ่มจากการงดสร้างเครื่องรางของขลังนั่นแหละ อาจจะง่ายที่สุด
- หมายเหตุ
- แม้ข้าพเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติศาสนาประจำชาติ แต่ข้าพเจ้าเห็นด้วยที่จะต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็น พุทธมามกะ และทรงเป็น อัครศาสนูปถัมภก
