
[ส่วนนี้เป็นบทนำ Click ข้ามไปอ่านส่วนแนะนำหนังสือได้ที่นี่]
ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2535 สถาบันทหารตกต่ำลงถึงขีดสุด ด้วยข้อหาเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง ทหารสาดกระสุนเข้าใส่ฝูงชนอย่างไม่ยั้ง ในบันทึกปากคำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า แม้ฝูงชนจะตอบโต้อย่างสงบด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เสียงร้องยังไม่ทันจาง เสียงเพลงยังไม่ทันจบ เสียงปืนก็ระเบิดก้องขึ้นอีก. . .
ในที่สุดเรื่องก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายทหารต่อมวลชน แต่ถ้าพิจารณาจริง ๆ แล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหน ๆ ก็แพ้ด้วยกันทั้งนั้น ชีวิตสูญเสีย เกียรติสูญสิ้น ความน่าเชื่อถือของประเทศเสื่อมถอย คนในชาติทะเลาะกันเอง
แม้ผู้นำมวลชนขึ้นสู้ก็ยังไม่พ้นข้อหาจากอีกฝ่าย (ที่ไม่ใช้ทหาร) ว่าพาคนไปตาย !!
ทหารกลับเข้ากรมกอง ตัวละครที่เกี่ยวข้องแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเอง ภาคประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ จนในที่สุดก็ได้กฏหมายสูงสุดของชาติฉบับปี พ.ศ. 2540 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
ทหารต่อไปนี้ (ณ วันนั้น) จะเป็นทหารอาชีพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 นั้น ก็ยังมีบทบัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ์ที่จะต่อต้านการทำรัฐประหาร หรือการได้มาซึ่งอำนาจโดยมิใช่วิธีการทางประชาธิปไตย โดยสันติวิธี
แม้จะได้รัฐธรรมนูญที่ดีมากมาแล้ว แต่ว่ากลไกของมัน ให้อำนาจกับผู้นำประเทศมากเกินไป จนหลายฝ่ายเป็นห่วง ร่วมกับความไม่แน่ใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน กับ จริยธรรมต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดคำถามต่อรัฐบาลขึ้น สะสมมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นแรงต้านเพราะไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจ บ้านเมืองแตกเป็นสองขั้วใหญ่ ๆ อย่างหยาบ ๆ แต่ ชัดเจนคือ นิยมตัวท่านผู้นำ กับ ไล่ให้ออกไป
จากวันนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ภาพวันที่ทหารกลับเข้ากรมกอง ด้วยความขื่นขม อับอาย อีกทั้งถูกประชาชนสาปแช่งยังติดตา แต่ว่าอาจจะไม่ฝังใจ ระยะเวลา 14 ปี ผ่านไวเหมือนโกหก เผลอประเดี๋ยวเดียว 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ทหารก็กลับเข้ามาอีกครั้ง ด้วยความภาคภูมิ แม้จะขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (แต่ว่าไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมากส่วนหนึ่ง) และ ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ภาคประชาชนร่วมร่างกันมาก็ตาม แต่กลับมีเสียงสนับสนุน มีดอกไม้ให้กำลังใจจากประชาชนมากมาย
ทั้ง ๆ ที่การทำแบบนี้เหมือนเป็นการถอยหลังลงคลอง แต่บางคนก็ยังกล่าวอธิบายว่า เป็นการถอยสองสามก้าวเพื่อการเดินที่มั่นคงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเชื่อว่านี่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง และสังคมจะดีขึ้น !?!?!?
ผู้สังเกตุการณ์จำนวนมาก เห็นแรงสนับสนุนเกิดขึ้นภายในเมืองหลวงมากมายเสียจนกระทั่ง ผู้สังเกตุการ์เหล่านั้นเองก็สับสน หาคำอธิบาย (ที่ดูดี ๆ) ไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับสำนึกประชาธิปไตย เกิดอะไรขึ้นกับระบบ การให้คุณค่า กับสิทธิเสรีภาพของคนในสังคม
เวลา 14 ปี อาจจะยาวนานมาก เสียจนหลายคนลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่ง... เราเคยเรียกร้องแนวทางที่เป็นประชาธิปไตย ครั้งหนึ่ง... เราเคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพจากอำนาจเผด็จการ คนจำนวนไม่น้อยจึงได้มีความยินดีกับเหตุการณ์ "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ในวันนั้น หรือว่า ช่วงไม่กี่ปีที่รัฐบาลไทยรักไทยมีอำนาจนั้น เกิดเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมากมายจนเกินไป ทำให้ "สังคมไทย" ต้องมาคิดทบทวนเรื่องราวกันใหม่ ว่าเราจะให้คุณค่ากับอะไรกันแน่
หรือว่า... สำนึก และ คุณค่าเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง...

[แนะนำหนังสือ]
จนถึงวันนี้เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว นับจากรัฐประหารในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 เหตุบ้านการเมืองก็ยังไม่นิ่ง หลายคนในวันนี้ก็เริ่มลืมไปแล้ว (หรือไม่เคยรู้เลย) ว่าเมื่อปี พ.ศ. 2548 สืบเนื่องมาจนปี พ.ศ. 2549 เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นบ้าง เหตุการณ์หลายอย่างนั้น มีมูลเหตุที่มาอย่างไร
บางคนที่อยู่ฝ่ายรักทักษิณมาตลอด ก็อาจจะไม่เคยเข้าใจเหตุผลของฝ่ายต่อต้านทักษิณเลยว่า ข้อโจมตีอดีตนายกนั้นมีที่มาอย่างไรกันแน่ ทำไมคนต่อต้านถึงได้เชื่อมั่นอย่างมาก จนรวมตัวกันเป็นเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
หนังสือ October No. 6 Political Economy & International Relations : ปฎิวัติ 2549 เล่มนี้ได้รวบรวม ปากคำตัวละครสำคัญทางการเมือง เป็นบทสัมภาษณ์จำนวน 12 บท โดยแต่ละบทจะสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ณ จุดเวลาที่ต่างกัน ในส่วนคำนำของหนังสือได้อธิบาย October ฉบับที่ 6 นี้ไว้ว่า
October 6 บันทึกปากคำตัวละครสำคัญทางการเมืองในปี 2549 เอาไว้อย่างหลากหลาย ทั้งผู้ที่เล่นบทนำ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้สังเกตุการณ์ รวมทั้งผู้อธิบายความนัย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพสะท้อนอย่างรอบด้าน แน่นอนย่อมมีทั้งที่ท่านชอบและไม่ชอบ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทั้งหมดนี้คือ ปากคำประวัติศาสตร์ คือข้อมูลพื้นฐานที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเมื่อเวลาผ่านไป

บทสัมภาษณ์ทั้ง 12 บทนี้ จะใช้ชื่อเดือนในภาษาอังกฤษแทนตัวเลขลำดับบท เช่น บทแรกคือ January ไล่มาจนบทสุดท้ายคือ December
(Click เพื่อเลือกดูแต่ละบท) January - ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ : ประเทศที่สามารถเอาชนะปัญหาต่าง ๆ ได้ดี คือ ประเทศที่มีภาคประชาสังคมแข็งแรง February - จากซุกหุ้นภาคคนรับใช้สู่การขายชินคอร์ป ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ฟันธง องคุลิมาลตายแล้วกว่า 2000 ปี โจรกลับใจจึงไม่มีอีกต่อไป March - สนธิ ลิ้มทองกุล : คุณทักษิณมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ไทยมอบให้ แต่ไม่ทำ นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี April - สุลักษณ์ ศิวรักษ์ วิพากษ์ ระบอบทักษิณ และจริตสังคมไทย May - ไชยันต์ ไชยพร: เราไม่ควรเอาตัวของเราไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับรองการกระทำความผิดทางการเมืองของผู้นำ June - วาณิช จรุงกิจอนันต์: มิตรภาพ ความหลัง ชะตากรรม และผองเพื่อน July - สนธิ ทักษิณ และอนาคตของประเทศไทย: บทวิเคราะห์ของสุวินัย ภรณวลัย จากหลังเวทีพันธมิตรฯ August - รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์: เศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำตอบของประเทศหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ นอกจากประชาชนจะเป็นคนตอบ September - 10 วันหลังรัฐประหาร 2 ชั่วโมงกับ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ October - หลังฉากพันธมิตร หลังวันรัฐประหาร และหลังรัฐบาลสุรยุทธ์ กับ สุริยะใส กตะศิลา November - อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์: นี่คือรัฐบาลเปรม 6″ December - Reforming Thailand กับ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ เกษียร เตชะพีระ
1. January - ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ : ประเทศที่สามารถเอาชนะปัญหาต่าง ๆ ได้ดี คือ ประเทศที่มีภาคประชาสังคมแข็งแรง

ในบทแรกนี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ธันวาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ขบวนการสนธิ (ลิ้มทองกุล) ได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีมวลชนเข้าร่วมค่อนข้างมากแล้ว สังคมแบ่งออกเป็นสองขั้ว (อย่างหยาบ ๆ) ค่อนข้างชัด คือ สนับสนุนอดีตนายกทักษิณ กับ ทำอย่างไรก็ได้ให้เอาทักษิณออกไป ทั้ง ๆ ที่นายกทักษิณเคยถูกตั้งความหวังไว้ว่า จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาว (บางคนเรียก อัศวินควายดำ) มาช่วยแก้ไขวิกฤตการณ์ของประเทศตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งครั้งแรก สำหรับเหตุการณ์ช่วงนั้น
อาจารย์ชัยวัฒน์เป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม จึงมองว่า ประเทศที่มีศักยภาพสูงนั้นไม่ต้องการฮีโร่ ไม่เชื่อในเรื่องความเป็นฮีโร่คนเดียว แต่เชื่อในความเป็นฮีโร่รวมหมู่ (collective heroes) สิ่งที่สามารถทำได้คือสร้างผู้นำที่มีส่วนร่วมในหลาย ๆ ระดับ
บทสัมภาษณ์นี้มีรายละเอียดอื่นที่น่าสนใจอีกไม่น้อย
2. February - จากซุกหุ้นภาคคนรับใช้สู่การขายชินคอร์ป ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ฟันธง องคุลีมาลตายไปแล้วกว่า 2,000 ปี โจรกลับใจจึงไม่มีอีกต่อไป

หลายคนมองว่า การการขายหุ้นชินคอร์ปในตลาดหุ้นนั้น มีแต่ประเด็นการพยายามเลี่ยงภาษีเท่านั้น (อันนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงจริยธรรมในวงกว้าง) แต่ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บอกว่า เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของผู้บริหารกรมสรรพากรด้วย
ประสงค์ เป็นรองบรรณาธิการอำนวยการหนังสือพิมพ์มติชน ทำข่าวเกาะติดเรื่องราว คดีซุกหุ้นมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นภาคคนรับใช้ (ตอนนั้นอยู่ที่ ประชาชาติธุรกิจ) จนถึงภาค Ample Rich เนื่องจากการโอน (ซุก) หุ้นดังกล่าวมีความสลับซับซ้อน และเกี่ยวกันกับกฎหมายหลายข้อ จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้ที่ติดตามข่าวหลายคนจะสับสน และไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วมันผิดอย่างไร ซ้ำยังงง ๆ ว่า การขายหุ้นต่ำกว่าราคาตลาด (หุ้นละ 1 บาท) ให้ลูก ๆ นั้น ผิดปกติตรงไหน
ถ้าใครอยากทราบที่มาที่ไปของประเด็นขายหุ้นชินคอร์ป และอยากเข้าใจแนวคิดเบื้องหลังความเชื่อมั่นของฝ่ายต่อต้านที่ว่า คุณทักษิณผิดจริง ๆ บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ช่วยท่านได้ ซึ่งได้พูดอธิบายไว้หลายประเด็น
บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้สัมภาษณ์ไว้ ก่อนการประกาศยุบสภาเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพียงไม่ถึงสัปดาห์
3. March - สนธิ ลิ้มทองกุล : คุณทักษิณมีโอกาสยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ไทยมอบให้ แต่ไม่ทำ นั่นคือการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี

ณ วันนี้ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าพ่อสื่อสารมวลชน มีอำนาจสื่อสารสนเทศในมือมากมาย บางคนถึงกับกล่าวว่านี่คืออัศวินคลื่นลูกที่สามตัวจริง
จากวันเก่า ๆ ที่เคยเชียร์คุณทักษิณอย่างโจ่งแจ้ง ก็มาถึงวันที่แตกหัก ชกกลางแสกหน้า วิจารณ์ด่าอดีตนายกอย่างไม่เกรงใจ จนนำไปสู่การถอดถอนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ จากผังรายการช่อง 9
เหตุการณ์ค่อย ๆ พัฒนาเรื่อย ๆ จากสื่อสารมวลชนผู้ให้ข้อมูลคนหนึ่ง รู้ตัวอีกที เขาก็กลายเป็นผู้นำม๊อบไปเสียแล้ว โดยชูธงถวายคืนพระราชอำนาจ
ผู้ที่เฝ้าดูเหตการณ์มาตลอดอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า ปรากฏการณ์สนธิ (ลิ้มทองกุล)
บทสัมภาษณ์โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ชิ้นนี้ สัมภาษณ์เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2549
หลังจากจบบทสัมภาษณ์นี้แล้ว ในหนังสือได้แถมบทสัมภาษณ์คุณสนธิ ลิ้มทองกุลอีกบทหนึ่ง ซึ่งเรียบเรียงจากวาระการเสวนาเปิดตัวหนังสือ ปรากฏการณ์สนธิ จากเสื้อสีเหลืองสู่ผ้าพันคอสีฟ้า (ที่เขียนโดย คุณคำนูณ สิทธิสมาน) เมื่อ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2549 หลังจากการรัฐประหารประมาณ 1 เดือน มีข้อความตอนหนึ่ง คุณสนธิได้กล่าวว่า
สังคมไทยไม่เหมือนสังคมอื่น ผมไปเมืองนอก เขาด่าว่าผมเป็น Royalist เลือดสีน้ำเงิน ผมหัวเราะแล้วบอกว่า กูน่ะไม่ใช่ Royalist หรอก กูเนี่ย Realist เป็นคนที่มองอะไรแล้วเห็นความจริง(หน้า 124)
4. April - สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : วิพากษ์ ระบอบทักษิณ และ จริตสังคมไทย

นักคิดนักเขียนผู้นี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเคยชื่นชมอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เมื่อรับตำแหน่งครั้งแรก แต่ต่อมาก็ได้กลายเป็นคนที่วิจารณ์ทักษิณได้อย่างเผ็ดร้อนที่สุดคนหนึ่ง
บนเวทีประท้วงฝ่ายพันธมิตรนั้น อาจารย์สุลักษณ์ได้กล่าวท่ามผู้ฟังว่า เราต้องสงสารทักษิณ ทิ้งให้คนฟังอึ้งไปชั่วขณะก่อนที่จะจบประโยคว่า เหมือนสงสารหมาที่บ้าน
บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สัมภาษณ์ไว้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 อาจารย์สุลักษณ์จะบอกว่า ทำไมจึงไม่เห็นด้วยกับทักษิณ โทษของทุนนิยมสมัยใหม่ที่คุณทักษิณชูธงมาตลอดนั้นเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์ และ การรับฟังความคิด (หรือการวิจารณ์) ของผู้อื่นอีกด้วย
5. May - ไชยันต์ ไชยพร : เราไม่ควรเอาตัวของเราไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับรองการกระทำความผิดทางการเมืองของผู้นำ

เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่มีการประกาศยุบสภาก่อนหน้านั้น (ในเดือนกุมภาพันธ์) ได้เกิดกรณีที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วประเทศ นั่นก็คือการฉีกบัตรเลือกตั้ง ของ รองศาสตราจารย์ ดร. ไชยันต์ ไชยพร
ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่า การฉีกบัตรนั้น ผิดกฎหมายเลือกตั้ง (พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541) มาตรา 108 ซึ่งกำหนดโทษไว้ว่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดห้าปี
แต่อาจารย์ไชยันต์ให้เหตุผลว่า ...การยุบสภาในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยตัวแทนแบบรัฐสภา เพราะรัฐบาลยังมิได้พยายามดำเนินการตามรัฐธรรมนูญให้ถึงที่สุดในการแก้ไข้ปัญหาที่เกิดขึ้น...
โดยการกระทำครั้งนี้ อาจารย์ไชยันต์ ถือว่าเป็นอารยะขัดขืนอย่างหนึ่ง และได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญมาตรา 65 ซึ่งให้สิทธิต่อต้านไว้ (ส่วนกฎหมายเลือกตั้งนั้นเป็นกฎหมายลูก จะเหนือรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายแม่ไม่ได้)
บทสัมภาษณ์นี้เป็นการเปิดใจ หลังจากเกิดเหตุการณ์ฉีกบัตรเลือกตั้งไม่นาน
6. June - วาณิช จรุงกิจอนันต์ มิตรภาพ ความหลัง ชะตากรรม และผองเพื่อน

ถ้าถามว่าคุณวาณิช มีบทบาทอะไรในการต่อต้านทักษิณในครั้งนี้ ข้าพเจ้านึกอยู่นานก็นึกไม่ออก นอกจากจะบอกว่า นี่อาจจะเป็นตัวอย่างของเหยื่อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร แล้วโดนลูกหลงจากกระแสความเกลียดชัง และ ไม่ไว้วางใจ "เครือข่าย" ของคุณทักษิณ
ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 นั้น นอกจากมีข่าวการถอดถอนรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลแล้ว ก็ยังมีอีกข่าวหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กัน นั่นก็คือข่าวการเข้าซื้อหุ้นมติชน (และ Bangkok Post) โดยไพบูลย์ ดำรงค์ชัยธรรม แห่งแกรมมี่ โดยกล่าวกันว่า นี่คือตัวอย่างของการเข้าครอบครองกิจการแบบ ไม่เป็นมิตร
มีการจุดประเด็นว่าคุณทักษิณอาจจะให้คุณไพบูลย์มาซื้อก็ได้ และนี่เป็นแผนการเข้าควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์ของฝ่ายรัฐบาล
เนื่องจากคุณวานิช เจ้าของรางวัลซีไรท์คนนี้ มีตำแหน่งทั้งในมติชน และ แกรมมี่ ชาวมติชนเห็นว่าคุณวานิชหักหลังมติชน ที่ไม่ยอมแจ้งข่าวให้รู้ก่อนว่า แกรมมี่จะมาเข้าครอบครองกิจการมติชน จนในเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 นั้นเอง ก็มีการเขียนข่าวโจมตีในหน้ามติชนในทำนองว่า คุณวานิชเป็นคน กินบนเรือน ขี้บนหลังคา และ เป็นไส้ศึก หนอนบ่อนไส้
คุณวานิชจึงได้ฟ้องร้อง มติชน ฐานหมิ่นประมาทเมื่อธันวาคม พ.ศ. 2548 แต่ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง
บทสัมภาษณ์นี้จึงเป็นชิ้นเดียวใน October 6 ที่บันทึกปากคำซึ่งแทบไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับบรรยากาศการเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2549
7. July - สนธิ ทักษิณ และอนาคตประเทศไทย บทวิเคราะห์ของ สุวินัย ภรณวลัย จากหลังเวทีพันธมิตรฯ

อาจารย์สุวินัย เป็นนักวิชาการคนแรก ๆ ที่ตัดสินใจ ร่วมหัวจมท้าย กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล โดยสาเหตุที่ทำให้เข้าร่วมคือประเด็นเรื่องของ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ (ซึ่งมีการจุดประเด็นขึ้นในสังคมก่อนแล้วโดยคุณประมวล รุจนเสรี)
อาจารย์สุวินัยบอกว่า ตนติดตามคุณสนธิมานาน เพราะเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับคุณสนธิ กล่าวคือ หลังฟองสบู่แตก คุณสนธิบอบช้ำทางธุรกิจอย่างมาก จึงตัดสินใจบวชและได้เป็นศิษย์ หลวงปู่พุทธะอิสระ
การบวชครั้งนั้น ทำให้คุณสนธิได้ข้อคิด ได้เห็นภัยของโลกาภิวัฒน์ และได้เติบโตมากขึ้น
สิ่งที่อาจารย์สุวินัยช่วยในครั้งแรกในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 1 (ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) คือ การบรรเลงกู่เจิง!! ขับกล่อมอารมณ์ผู้มาร่วมฟังรายการ
ในบทสัมภาษณ์นี้ อาจารย์สุวินัยมองประเด็นด้วยภูมิปัญญาตะวันออก ผสมผสานกับภูมิปัญญาตะวันตก ชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการเข้าไปแก้ปัญหา และพยายามบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้เชิงโลกทัศน์ และเป็นการเมืองเชิงพื้นที่ (politics of space) ไม่ใช่การเมืองเชิงสถานที่ (politics of place)
คนที่ชนะคือ คนที่ควบคุมพื้นที่ได้ ซึ่งพื้นที่นั้นไม่ใช่เพียงแต่เป็นสถานที่เท่านั้น Cyberspace หรือโลก internet ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของพื้นที่ ๆ ว่านั้น
สัมภาษณ์เมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และ ปกป้อง จันวิทย์
8. August - รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นคำตอบของประเทศหรือไม่ ประชาชนจะเป็นคนตอบ

ในบทสัมภาษณ์นี้ ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ จะเล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และ พัฒนาการทางเศรฐกิจ สังคม การเมืองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา อย่างย่อ ๆ พอให้เห็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุปัจจัย
ทั้งนี้ยังได้วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลคุณทักษิณอีกด้วย ทั้ง Thanksinomics ที่คุณทักษิณบอกว่าต้องดำเนินนโยบายแบบ dual-track, เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และยังย้ำว่านโยบายเศรษฐกิจของคุณทักษิณนั้นไม่ด้วยกันไม่ได้กับเศรษฐกิจพอเพียง
แม้แต่โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) นั้น อาจารย์รังสรรค์ก็บอกว่าไม่ได้เป็นไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะอาศัยหลักความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) ซึ่งเป็นปรัชญาเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ
รายละเอียดน่าสนใจมาก สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2549 โดยภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
9. September - 10 วันหลังรัฐประหาร | 2 ชั่วโมงกับ วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ณ ช่วงเวลาที่สังคมแบ่งออกเป็นสองขั้ว (อย่างหยาบ ๆ) คือ รักใคร่ หรือ ไล่ทักษิณนั้น ดูเหมือนว่า คนที่ออกมาคัดค้านแนวทางของฝ่ายพันธมิตร หรือ คัดค้านแนวทางที่อาจจะเป็นทางลัด (ที่จะให้ทักษิณลงจากอำนาจเร็วขึ้น) นั้น ก็อาจจะถูกโจมตีว่าเป็นฝ่ายคนรักทักษิณไป หรืออาจจะถูกถากถางจากฝ่ายพันธมิตร (หรือแม้แต่คนอื่น ๆ อีกได้) ต่าง ๆ นานา
แต่มองกลับกันในตอนนั้นฝ่ายพันธมิตรเองก็ถูกฝ่ายนักวิชาการบางกลุ่มถางถางเช่นกัน แต่ว่า เสียงนักวิชาการอาจจะเบากว่าเสียงของฝ่ายพันธมิตร
แม้ว่า รองศาสตราจารย์ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ จะไม่ได้เป็นฝ่ายคนรักทักษิณก็ตาม แต่ก็ยืนยันคัดค้านการชูประเด็นมาตรา 7 เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานมาตั้งแต่ต้น จนถูกกล่าวหาว่ายึดหลักการเกินเหตุ มองกฎหมายไม่ทะลุ
อาจารย์วรเจตน์บอกว่า ...แต่ละคนมีหลักบางอย่างอยู่ ไม่ว่าจะถูกหรือจะผิด แต่มันดีกว่าไม่มีหลัก แล้วเราก็เคารพตัวเรา เราคิดว่าถ้าทำไปโดยที่ไม่เคารพหลักตรงนี้ เราก็จะเคารพตัวเองไม่ได้ เมื่อเราเคารพตัวเองไม่ได้ แล้วเราจะไปสอนหนังสือคนอื่นได้อย่างไร...
สัมภาษณ์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
10. October - หลังฉากพันธมิตรฯ หลังวันรัฐประหาร และหลังรัฐบาลสุรยุทธ์ กับ สุริยใส กตะศิลา

คุณสุริยใส กตะศิลา เป็น NGO ที่ทำงานด้านประชาธิปไตยมาก่อนแล้ว มิใช่เพิ่งมาออกโรงมาทำงานภาคประชาชนโดยไม่รู้ตัวแบบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล หากแต่มีจุดหมายทางการเมืองร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ไม่เอาทักษิณ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงร่วมมือกับคุณสนธิ
แต่ว่าทางคุณสุริยใส ยื่นคำขาดว่า ถ้าจะให้ ครป. เข้าร่วมนั้น ทางกลุ่มจะต้องยกเลิกการชูประเด็นถวายคืนพระราชอำนาจ และ ยกเลิกการเรียกร้องนายกพระราชทานมาตรา 7 ซึ่งคุณสนธิ ก็ยอม
ในบทสัมภาษณ์นี้ คุณสุริยใส เปิดเผยว่า การเข้ารวมตัวกันเข้ามาเป็น พันธมิตรประชาขนเพื่อประชาธิปไตย นั้น แกนนำเริ่มต้นจากความหวาดระแวง บรรยากาศความไม่ไว้วางใจกันมันสัมผัสได้ เช่น ทางฝ่าย ครป. กลัวว่าทางฝ่ายคุณสนธิจะใช้ความรุนแรง เพราะดูจากลีลาการอภิปรายที่เร่าร้อน เลือดพล่าน แถมยังมีการปล่อยข่าวว่า ครป. นั้นเป็นคนของทักษิณที่ส่งลงมาให้อยู่กับพันธมิตร!!
หลังจากทำงานด้วยการระยะหนึ่ง ความหวาดระแวงเริ่มลดลง แต่ว่าก็เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ เพราะแนวทางการดำเนินงาน และ หลักคิดบางอย่างที่ต่างกันไปบ้าง เช่น หลังจากรวมตัวกันไม่นาน ก็มีการเสนอให้ชูประเด็นมาตรา 7 ขอนายกพระราชทานขึ้นมาอีก ซึ่งคุณสุริยใสอึดอัดใจอย่างมาก เพราะขัดกับหลักการของตัวเอง จนอยากจะถอนตัวออกไป แต่ที่ไม่ทำเพราะอาจจะเกิดข้อหารุนแรงเช่น การทอดทิ้งมวลชน หรือ รับเงินรัฐบาลจึงถอนตัว ทำให้ทำงานต่อไปได้ลำบาก (และการตัดสินใจอยู่ต่อนี้เอง ก็ทำให้ต้องมีเรื่องผิดใจกับ NGO อีกหลายกลุ่มเช่นกัน)
หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารก็มีข่าวอยู่เนือง ๆ ว่ากลุ่มก้อน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่รวมกันอย่างเฉพาะกิจในวันนั้น (เพราะมวลชนมาเพราะนิยมชมชอบคารมคุณสนธิ ลิ้มทองกุล) ได้แตกลงแล้วในวันนี้ใช่หรือไม่
บทสัมภาษณ์นี้มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง เป็นการสัมภาษณ์แกนนำพันธมิตรฯ หลังจากการทำรัฐประหารไปแล้ว โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
11. November - อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : นี่คือรัฐบาลเปรม 6

อาจารย์อุกฤษฏ์ มีผลงานวิชาการด้านเอเชียศึกษา การเมืองไทย กลุ่มทุนไทย กองทัพและความมั่นคง เป็นรองผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังเป็นคอลัมนิสต์ ในคอลัมน์ โลกทรรศน์ ในมติชนสุดสัปดาห์อีกด้วย
บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ โดย ปกป้อง จันวิทย์ เมื่อ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการทำรัฐประหาร อาจารย์อุกฤษฏ์วิเคราะห์ให้ฟังว่า มูลเหตุในการทำรัฐประหารในครั้งนี้เกิดจากอะไรบ้าง มีความเหมือนและความต่างจากเมื่อครั้งที่ รสช. ยึดอำนาจ พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ อย่างไร
นอกจากนี้ยังได้บอกว่าบทบาททางการเมืองของ พลเอกเปรม ติณสุลานนท์ นั้นไม่เคยหายไปจากสังคมเศรษฐกิจการเมืองไทย และการเข้ามาของพรรคไทยรักไทย โดยการชูนโยบายประชานิยมนั้นเองที่ สร้างผลสะเทือนต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ดั้งเดิม และเป็นจุดกำเนิดให้เปรมาธิปไตยต้องเคลือนไหว
แต่ว่า เปรมาธิปไตยนั้นโบราณมาก ไม่สอดคล้องกับโลกาภิวัฒน์แล้ว และ ทหารในโลกปัจจุบันนั้นจะสามารถบริหารประเทศได้ภายใต้ความสลับซับซ้อนของโลกาภิวัฒน์ อย่างนั้นหรือ (ขอความใน เครื่องหมาย "..." คัดลอกจากสำนวนของอาจารย์อุกฤษฏ์ในบทสัมภาษณ์)
12. December - Reforming Thailand กับ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และ เกษียร เตชะพีระ

Reforming Thailand เป็นความร่วมมือของทีมนักวิจัยโครงการ การสร้างองค์ความรู้เพื่อการปฎิรูปการเมือง (Preparing Knowledge for Political Reform) ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และทีมงานของ www.onopen.com
โครงการนี้มี ดร. อัมมาร สยามวาลา เป็นที่ปรึกษา ทีมวิจัยมี ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เป็นหัวหน้า สมาชิกประกอบด้วย รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ดร. กิติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ ผศ. สิริพรรณ นกสวน (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ ปกป้อง จันวิทย์ (คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
สัมภาษณ์เมื่อ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 ซึ่งในบทสัมภาษณ์นี้ทางผู้วิจัยได้ถามในประเด็นต่าง ๆ ถึงแนวคิดการปฎิรูปการเมืองไทย และบางอย่างซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญแต่มิได้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือ อาจจะเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม
ซึ่งโดยที่สุดแล้ว การปฎิรูปนี้ที่แท้แล้ว อาจจะหมายถึงการปฎิรูป คุณค่า (value) ที่คนในสังคมจะยึดถือ เช่นอะไรเป็นสิ่งที่ถูก อะไรผิด อะไรเป็นสิ่งที่ยอมรับให้เกิดขึ้นได้ หรือ ไม่อาจจะยอมได้..

October No.6
Political Economy & International Relations
ปฎิวัติ 2549
พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2550
ISBN 978-974-8233-06-2
บรรณาธิการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
สำนักพิมพ์ openbooks
จัดจำหน่าย บริษัท เคล็ดไทย จำกัด
408 หน้า