2007/Jul/08




วันนี้ (3 มีนาคม พ.ศ. 2550) พวกเราใช้เวลาช่วงเช้ากับการล่องเรือในอ่าวฮาลอง (Halong Bay) สำหรับช่วงบ่ายนั้น จุดหมายต่อไปก็คือเมืองฮานอย เราออกจากเมืองฮาลองกันประมาณสิบเอ็ดโมง กว่าจะถึงฮานอยก็ประมาณบ่ายสามเศษ

ไม่ใช่ว่าระยะทางไกลมาก หรือ ถนนจะไม่ดี แต่ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แล้วก็คือว่า ที่นี่มีกฎหมายจำกัดความเร็วของรถ (แต่ได้ข่าวว่าจะแก้ไขอยู่เหมือนกัน... ณ เวลาที่เขียนนี้ก็อาจจะแก้ไปแล้ว)



เมืองฮานอยนี้มีอีกชื่อหนึ่งคือ ทางลอง ซึ่งแปลว่า มังกรขึ้น (ล้อไปกับ เมืองฮาลอง หรือ มังกรลง) ว่ากันว่า เจ้าครองนครพระองค์แรก ทรงเห็นมังกรพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำ

สถานที่แรกในเมืองฮานอยที่พวกเราไปเยือนกันก็คือวัดวันเหมียว - Văn Miếu (文廟) ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะแปลเป็นไทยว่าอย่างไรกันแน่ แต่ที่แปลกันในภาษาอังกฤษก็คือ Temple of Literature



นี่เป็นประตูด้านหน้า เดี๋ยวจะพาเข้าไปข้างในกัน ชมภาพ VDO ประกอบไปด้วยก็ได้นะ



ถ้าดูจากแบบจำลอง ประตูด้านหน้าก็จะอยู่ทางขวามือของท่านผู้อ่านนั่นเอง วันเหมียวนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1070 เพื่ออุทิศให้กับ "ขงจื้อ"

คนส่วนใหญ่ในเวียดนามตั้งแต่อดีตจะนับถือศาสนาขงจื้อกัน (สมัยก่อนเราจะเรียนกันในหนังสือว่า ลัทธิขงจื้อ สมัยนี้เขาเริ่มยกให้เป็นศาสนาแล้ว)

หกปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1076 ได้มีการสร้างมหาวิทยาลัยแห่งแรก หรือ Quốc Tử Giám (國子監) ของประเทศขึ้นภายในวัดวันเหมียวแห่งนี้



ถ้าดูจากแบบจำลอง จะเห็นว่ามีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นชั้น ๆ จำนวน 5 ส่วน บริเวณที่ถ่ายรูปข้างบนนี้เป็นส่วนที่สอง ซึ่งถ้าลอดผ่านประตูนี้ไปก็จะเข้าสู่ส่วนที่สาม

บนซุ้มประตูนี้จะมีการสร้างศาลาเรียกว่า Khuc Van Cac ว่ากันว่าเหล่าบัณฑิตย์แต่งกลอน และ ดื่มสุรากันบนนี้



เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้ามาถึงส่วนที่สามก็จะเห็นบ่อน้ำ Thien Quang Tinh

ในส่วนที่สามนี้ นอกจากตรงกลางจะมีบ่อน้ำแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่อีกก็คือ แผ่นศิลา ซึ่งจารึกชื่อ (พร้อมข้อมูลบ้านเกิด) ของเหล่าบัณฑิตย์ที่สอบได้ระดับจอหงวน จากมหาวิทยาลัย Quốc Tử Giám ซึ่งจะมีการจัดสอบทุกสามปี ในช่วงปี ค.ศ. 1484 ถึง 1780



โดยที่แต่ละแผ่นนั้นจะตั้งอยู่บนหินที่แกะสลักเป็นรูปเต่า จัดเรียงภายในศาลาที่ตั้งอยู่สองข้างทาง แผ่นศิลาเหล่านี้ เดิมมีจำนวน 116 แผ่น ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 82 แผ่น

สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึง การให้ความสำคัญกับการศึกษา และวัฒนธรรมการยกย่องผู้มีความรู้ความสามารถของชาวเวียดนามตั้งแต่อดีต

จากส่วนที่สามนี้ จะต้องเดินผ่านประตู Dai Thanh ซึ่งแปลว่า ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เข้าสู่ส่วนที่สี่ต่อไป



สำหรับส่วนที่สี่นี้ (จากรูปจะเป็นทางซ้ายของท่านผู้อ่าน) พิจารณาดูแล้วน่าจะเป็นเขตวัด (วัดในศาสนาขงจื้อ) เพราะเห็นผู้คนจุดธูป กราบไหว้ บูชากันเต็มไปหมด (ดู VDO ประกอบ)

ศาลา Bai Duong ที่มีรูปปั้นท่านขงจื้อนั้นจะอยู่ในสุด (จากภาพคือด้านซ้ายมือ) เป็นศาลาก่อนที่จะเข้าสู่ส่วนที่ห้า ส่วนศาลาที่อยู่ทั้งสองด้านนั้นจะมีศาลบูชาบรรดาศิษย์ท่านต่าง ๆ ของท่านขงจื้อ ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนเป็นสำนักงาน ร้านขายของที่ระลึกต่าง ๆ



นี่คือรูปปั้นท่านขงจื้อ ภายในศาลา Bai Duong นอกจากชาวเวียดนามจะกราบไหว้ บนบานขอพรกับท่านขงจื้อแล้ว ยังมีการบูชาศิษย์คนสำคัญ 4 คนของท่านขงจื้ออีกด้วย



ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าสองท่านนี้เป็นใคร ในสี่คนที่เป็นศิษย์ท่าน

ด้านหลังศาลานี้จะมีประตูเล็ก ๆ เข้าสู่ส่วนที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย ในส่วนนี้จะมีวิหาร Khai Tanh อยู่



ทางด้านซ้ายของวิหาร จะมีศาลาที่แขวนระฆังไว้ ในรูปบนนี้ข้าพเจ้าเลือกมุมถ่ายไม่ดี จึงไม่เห็นระฆัง



ส่วนทางขวาของวิหาร จะมีศาลาซึ่งมีกลองตั้งไว้อยู่

วิหาร Khai Tanh มีสองชั้น ภายในมีการจัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต แบบจำลองของ Văn Miếu - Quốc Tử Giám ที่ข้าพเจ้าถ่ายมาก็ตั้งแสดงไว้ในวิหารนี้เช่นกัน



ณ ที่แห่งนี้ ที่ซึ่งเคยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศเวียดนาม ชาวต่างชาติที่มาเยือนน่าจะได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์กลับไปมากที่สุดที่หนึ่ง เรื่องที่น่าเสียดายมากก็คือว่า ไม่มีการจัดแสดงคำอธิบายเป็นภาษาอังกฤษเลยแม้แต่คำเดียว!!



นอกจากนี้ คำจารึกส่วนใหญ่เป็นภาษาเวียดนามโบราณ ซึ่งดัดแปลงมาจากตัวอักษรจีน (ต่างกับอักษรเวียดนามปัจจุบันซึ่งดัดแปลงจากอักษรของชาวยุโรป) คนเวียดนามปัจจุบันหลายคนอ่านมันไม่ออกด้วย พอสอบถามก็มักจะไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ



ดังนั้นท่านผู้นี้เป็นใคร ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเช่นกัน ใครทราบรบกวนบอกข้าพเจ้าด้วย

พวกเรามีเวลาเที่ยวกันที่นี่เพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงนำภาพและเรื่องราวมาฝากสหายได้เพียงเท่านี้
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home


Plin, :-p
View full profile