วันนี้ (4 มีนาคม พ.ศ. 2550) ก็เป็นวันที่สองแล้ว ที่พวกเรามาอยู่กันในกรุงฮานอย ซึ่งในช่วงเช้าเราจะไปเยี่ยมคารวะ ผู้ที่ทุกคนในประเทศเวียดนามให้ความเคารพนับถือ นั่นก็คือ ท่านโฮจิมินห์ หรือที่มักจะเรียกกันว่า ลุงโฮ

ตึกทรงเหลี่ยม ๆ สีเทา มีอักษรเขียนว่า CHU TICH HO - CHI - MINH (ในภาพไม่ค่อยชัด) นั่นก็คือ Ho Chi Minh Mausoleum หรือสุสานโฮจิมินห์ "ลุงโฮ" นอนอย่างสงบที่นั่น และในทุก ๆ วัน ก็จะมีประชาชนชาวเวียดนามเดินทางมาทีนี่ เพื่อเยี่ยมคารวะศพของท่าน

ในแต่ละปีจะนักท่องเที่ยวจากที่ต่าง ๆ หลั่งไหลเข้าเยี่ยมชมกรุงฮานอยมากขึ้นเรื่อย ๆ (ปริมาณโรงแรมใหม่ ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เพื่อรองรับผู้มาเยือนจากต่างแดน โรงแรมที่เราพักกันเมื่อคืนก่อน ก็เพิ่งเปิดให้บริการได้ราว 2-3 เดือน) ดังนั้น ทุก ๆ วัน ก็จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ต่อแถวเข้าคิว เพื่อแวะไปเยี่ยมเยียนลุงโฮด้วย ซึ่งพวกเราก็จะเป็นหนึ่งในนั้น
ทางเจ้าหน้าที่จะจัดแถวผู้มาเยือนอย่างเป็นระเบียบ มีทหารเดินนำขบวนเข้าเยี่ยมคารวะศพ เสียดายว่า เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไป ข้าพเจ้าจึงไม่ได้นำภาพมาฝากกัน
ลุงโฮนอนอยู่ในโลงแก้ว มีการฉีดสารบางอย่างให้ท่านดูคล้ายเพียงนอนหลับไป ราวกับว่ายังมีชีวิตอยู่ ถ้าอยากชมภาพลองหาดูได้ใน wikipedia
สุสานจะเข้าออกได้ทางเดียวเท่านั้น ทหารพาเดินเข้าทางด้านหน้า แล้วจะมีประตูออกอีกทาง และจากทางออกนั้น ถ้าเดินตรงไปก็จะถึง Presidential Palace หรือ ทำเนียบประธานาธิบดี (ดู vdo ประกอบ)

เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป ก็จะพบกับตึกสีเหลืองขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ในสมัยที่เวียดนามตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศฝรั่งเศสนั้น ที่แห่งนี้ เคยเป็นที่พักและที่ทำงานของข้าหลวงใหญ่ผู้ปกครองอินโดจีน ซึ่งคอยวางแผนสั่งงานเพื่อต่อสู้กับลุงโฮ (ที่นอนกลางดินและกินในป่า) นั่นเอง
ต่อมาในปี ค.ศ. 1954 กองทัพประชาชนเวียดนามสามารถเอาชนะกองทัพฝรั่งเศสได้อย่างเด็ดขาด ตึกที่ทำงานของข้าหลวงใหญ่อินโดจีน ก็เลยตกเป็นของเวียดนาม แต่ทว่า.. ลุงโฮปฏิเสธที่จะนั่งทำงาน หรือ พักอาศัยที่ตึกนี้
ดังนั้นตึกสีเหลืองที่เห็น จึงใช้เป็นที่ประชุมสำคัญ ๆ แทน ส่วนลุงโฮเลือกที่จะพักที่อาคารอื่น ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณนั้น

บริเวณที่เคยเป็นบ้านพักของลุงโฮในช่วงแรก (ที่ชนะฝรั่งเศส) นั้น ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ๆ เปิดให้ชมห้องทำงานของท่าน มีรถยนต์ที่ท่านเคยใช้ตั้งแสดงไว้ด้วย แต่ให้ชมผ่านกระจกด้านนอกเท่านั้น ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปภายใน (ดู vdo ประกอบ)

ลุงโฮพักอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 ถึง 1958 จึงได้ย้ายไปที่บ้านหลังที่สอง ซึ่งสร้างไม่ไกลจากกันมากนัก จะกั้นก็แต่เพียงสระน้ำแห่งนี้เท่านั้น
ว่ากันว่าลุงโฮชอบมายืนที่สระน้ำนี้ และเรียกปลาให้มาหา ด้วยวิธีการปรบมือ

ในปี ค.ศ. 1958 ลุงโฮ ย้ายบ้านมาที่อาคารไม้ซึ่งยกพื้นสูงหลังนี้ โดยพื้นล่าง (ใต้ถุน) จัดไว้เป็นที่ประชุม ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน และห้องทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมถะของท่าน

ลุงโฮพักอยู่ที่นี่จนถึงปี ค.ศ. 1969 ว่ากันว่าหลังจากนั้น เมื่อท่านอายุมากขึ้น จึงได้สร้างบ้านหลังใหม่เพียงชั้นเดียว เพื่อที่จะไม่ต้องปีนขึ้นบันได้ และจะสะดวกในการวิ่งเข้าหลุมหลบภัยอีกด้วย
