
ล่องเรือมาตามแม่น้ำหอมเพียงไม่นาน พวกเราก็มาถึงเจดีย์เทียนมู (Chùa Thiên Mụ)
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะแปลคำว่าเทียนมูเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร ทางไกด์บอกพวกเราว่าวัดนี้ชื่อวัดเทพธิดาราม ส่วนในเอกสารภาษาอังกฤษทั่วไปจะแปล Chùa Thiên Mụ ว่า Heavenly Lady Pagoda

ตำนานเล่าว่า ในสมัยก่อนที่จะมีการสร้างเจดีย์ ชาวบ้านแถบนี้มักจะเห็นหญิงผู้หนึ่ง (บ้างก็ว่าเป็นหญิงชรา) ยืนอยู่ ณ ตำแหน่งที่จะมีการสร้างเจดีย์นี้ แล้วกล่าวว่า ในอนาคต มีผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะมาสร้างเจดีย์ที่นี่ แล้วจะนำสันติสุขมาสู่ประเทศ
ต่อมา เหงียน ฮอง (Nguyễn Hoàng) ซึ่งครองเมืองเว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1600 (ถึงปี ค.ศ. 1613) ทราบตำนานนี้เข้า จึงได้ให้สร้างเจดีย์ขึ้นในปี ค.ศ. 1601 และให้ชื่อว่า Chùa Thiên Mụ หรือ Heavenly Lady Pagoda เพื่อให้สอดคล้องกับตำนาน

ลักษณะเจดีย์จะเป็นอาคารทรง 8 เหลี่ยม มี 7 ชั้น สูงประมาณ 20 เมตร มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทุกชั้น

บริเวณเจดีย์ ออกมาทางด้านซ้าย จะมีระฆังใบใหญ่แขวนอยู่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.4 เมตร สูง 2.3 เมตร หนักราว 2600 กิโลกรัม ว่ากันว่าสมัยก่อนที่ยังมีการตีระฆังใบนี้นั้น จะตีสองครั้งคือตอนตีสี่ และ หนึ่งทุ่มครึ่ง เสียงระฆังจะได้ยินไปไกลถึง 10 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ทางด้านขวามือของเจดีย์ จะมีศิลาจารึกอยู่ ซึ่งสร้างไว้บนหลังเต่า ดูเหมือนว่าที่เวียดนามจะชอบสร้างป้ายศิลาวางไว้บนหลังเต่า เหมือนกับที่เราเห็นกันแล้วที่ Văn Miếu - Quốc Tử Giám
ภาพนี้ข้าพเจ้าถ่ายจากด้านหลัง ซึ่งจะเห็นรอยขีดเล่นอยู่ที่ป้ายศิลา ถ้าเป็นด้านหน้าจะมีอักษรเวียดนามโบราณอยู่ (คนแย่งกันถ่ายรูปกับเต่าเยอะ ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เข้าไปเก็บภาพ)

ด้านหลังเจดีย์จะมีประตูทางเข้าไปบริเวณวัดด้านใน

เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาก็จะมีสวนหย่อมอยู่

เดินผ่านสวนหย่อมมาก็จะเห็นอาคารเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เดิมคงจะเป็นโรงจอดรถ ภายในมีรถ Austin Westminster สีฟ้า เก่า ๆ ขึ้นสนิม ป้ายทะเบียน DBA 599 จอดไว้ มีรูปตั้งแสดงไว้ด้านหลัง ในรูปจะมีภาพภิกษุรูปหนึ่งกำลังถูกไฟเผาทั้งเป็น
ภิกษุรูปนี้คือ Thích Quảng Đức (ควางดัก) ท่านได้เผาตัวเองเพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลเวียดนามใต้ของประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm (โงดินเดียม) เนื่องจากการที่รัฐบาลไม่ให้ความเท่าเทียมกันทางศาสนากับชาวพุทธ
เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย อันที่จริงตอนแรกที่ข้าพเจ้าฟังจากไกด์ก็ยังไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น จนบัดนี้ก็ยังไม่แน่ใจ
เรื่องของเรื่องคือ ประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก มีความต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นคริสต์ทั้งหมด ตามสถานที่ราชการมีการประดับประดาธงวาติกัน เท่านั้นไม่พอ การจัดสรรที่ดิน สัมปทานทางธุรกิจ การเก็บภาษี ก็จะให้สิทธิพิเศษกับผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ก่อน
หรือแม้แต่ในทางราชการ ถ้าผู้ใดยังประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน ไม่ยอมเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนา ก็จะไม่ได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งกัน
เหตุการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นเมื่อรัฐบาลไม่อนุญาตให้พุทธศาสนิกชนประดับธงฉัพพัณรังสีในวันวิสาขบูชา ในขณะที่สามารถประดับธงวาติกันได้ (ซึ่งแสดงถึงคริสต์คาธอลิก)
(ธงฉัพพัณรงสี หรือ The Buddhist Flag ข้าพเจ้าเคยเขียนถึงแล้วเมื่อคราวเที่ยวศรีลังกา อ่านรายละเอียดได้ที่นี่)
ตอนนั้นได้มีชาวบ้านในเมืองเว้รวมตัวกันประท้วงต่อกรณีนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) รัฐบาลได้ตอบโต้ด้วยการส่งทหารเข้าสลายการชุมนุม มีผู้เสียชีวิต 8 คน ซึ่งทางรัฐบาลปฎิเสธความรับผิดชอบใด ๆ โดยกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของพวกเวียดกง
ท่าน Thích Quảng Đức เป็นภิกษุผู้นำศาสนาพุทธในเมืองเว้ ได้นำคณะภิกษุ ชี และพุทธศาสนิกชน รวมประมาณ 350 ชีวิต เข้าประท้วงรัฐบาลของประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm ที่กลางเมืองไซ่ง่อน ซึ่งท่าน Thích Quảng Đức โดยสารไปในรถ Austin Westminster สีฟ้าเก่า ๆ คันนี้นี่เอง
เมื่อท่านลงจากรถ ก็ประกาศขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกทางศาสนา แล้วร้องขอให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันอุทิศตนเพื่อปกป้องศาสนาพุทธ หลังจากนั้นท่านก็นั่งขัดสมาธิ สวดมนตร์ ให้พระภิกษุอีกรูปราดน้ำมัน แล้วท่านก็จุดไฟเผาตนเองจนมรณภาพ เมื่อ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506
Click ชมภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ที่ wikipedia
เหตุการณ์นี้ ทำให้พุทธศาสนิกชนเวียดนามรวมใจเป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้นานาชาติกดดันรัฐบาลเวียดนามใต้ให้แก้ไขปัญหาการแบ่งแยกทางศาสนา

รูปทางซ้ายคือภาพวาดของท่าน Thích Quảng Đức ส่วนทางขวา ว่ากันว่า คือภาพหัวใจที่ได้จากศพของท่าน ซึ่งไม่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน ภายหลังถูกรัฐบาลบุกเข้าแย่งชิงไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2506
พุทธศาสนิกชนในเวียดนามยกย่องให้ท่าน Thích Quảng Đức เป็นพระโพธิสัตว์ และเก็บรักษารถ Austin Westminster คันนี้ไว้เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์การที่ท่านสละชีวิตเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนาในวันนั้น
(ส่วนรัฐบาลของประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm ถูกปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อ 1 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน)

เดินต่อมาก็จะมีวิหารอยู่

เมื่อเดินต่อมาทางด้านหลังจะมีเจดีย์อยู่อีกแห่งนึง ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าที่แห่งนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ถามหลายคนก็ตอบไม่ตรงกัน บางคนว่าเป็นสุสาน บางคนว่าเป็นที่บวงสรวง ใครทราบรบกวนบอกข้าพเจ้าด้วย
