2008/Jan/04




ล่องเรือมาตามแม่น้ำหอมเพียงไม่นาน พวกเราก็มาถึงเจดีย์เทียนมู (Chùa Thiên Mụ)

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะแปลคำว่าเทียนมูเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร ทางไกด์บอกพวกเราว่าวัดนี้ชื่อวัดเทพธิดาราม ส่วนในเอกสารภาษาอังกฤษทั่วไปจะแปล Chùa Thiên Mụ ว่า Heavenly Lady Pagoda



ตำนานเล่าว่า ในสมัยก่อนที่จะมีการสร้างเจดีย์ ชาวบ้านแถบนี้มักจะเห็นหญิงผู้หนึ่ง (บ้างก็ว่าเป็นหญิงชรา) ยืนอยู่ ณ ตำแหน่งที่จะมีการสร้างเจดีย์นี้ แล้วกล่าวว่า ในอนาคต มีผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะมาสร้างเจดีย์ที่นี่ แล้วจะนำสันติสุขมาสู่ประเทศ

ต่อมา เหงียน ฮอง (Nguyễn Hoàng) ซึ่งครองเมืองเว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1600 (ถึงปี ค.ศ. 1613) ทราบตำนานนี้เข้า จึงได้ให้สร้างเจดีย์ขึ้นในปี ค.ศ. 1601 และให้ชื่อว่า Chùa Thiên Mụ หรือ Heavenly Lady Pagoda เพื่อให้สอดคล้องกับตำนาน



ลักษณะเจดีย์จะเป็นอาคารทรง 8 เหลี่ยม มี 7 ชั้น สูงประมาณ 20 เมตร มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทุกชั้น



บริเวณเจดีย์ ออกมาทางด้านซ้าย จะมีระฆังใบใหญ่แขวนอยู่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.4 เมตร สูง 2.3 เมตร หนักราว 2600 กิโลกรัม ว่ากันว่าสมัยก่อนที่ยังมีการตีระฆังใบนี้นั้น จะตีสองครั้งคือตอนตีสี่ และ หนึ่งทุ่มครึ่ง เสียงระฆังจะได้ยินไปไกลถึง 10 กิโลเมตรเลยทีเดียว



ทางด้านขวามือของเจดีย์ จะมีศิลาจารึกอยู่ ซึ่งสร้างไว้บนหลังเต่า ดูเหมือนว่าที่เวียดนามจะชอบสร้างป้ายศิลาวางไว้บนหลังเต่า เหมือนกับที่เราเห็นกันแล้วที่ Văn Miếu - Quốc Tử Giám

ภาพนี้ข้าพเจ้าถ่ายจากด้านหลัง ซึ่งจะเห็นรอยขีดเล่นอยู่ที่ป้ายศิลา ถ้าเป็นด้านหน้าจะมีอักษรเวียดนามโบราณอยู่ (คนแย่งกันถ่ายรูปกับเต่าเยอะ ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เข้าไปเก็บภาพ)



ด้านหลังเจดีย์จะมีประตูทางเข้าไปบริเวณวัดด้านใน



เมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาก็จะมีสวนหย่อมอยู่



เดินผ่านสวนหย่อมมาก็จะเห็นอาคารเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เดิมคงจะเป็นโรงจอดรถ ภายในมีรถ Austin Westminster สีฟ้า เก่า ๆ ขึ้นสนิม ป้ายทะเบียน DBA 599 จอดไว้ มีรูปตั้งแสดงไว้ด้านหลัง ในรูปจะมีภาพภิกษุรูปหนึ่งกำลังถูกไฟเผาทั้งเป็น

ภิกษุรูปนี้คือ Thích Quảng Đức (ควางดัก) ท่านได้เผาตัวเองเพื่อเป็นการประท้วงรัฐบาลเวียดนามใต้ของประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm (โงดินเดียม) เนื่องจากการที่รัฐบาลไม่ให้ความเท่าเทียมกันทางศาสนากับชาวพุทธ

เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนเล็กน้อย อันที่จริงตอนแรกที่ข้าพเจ้าฟังจากไกด์ก็ยังไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น จนบัดนี้ก็ยังไม่แน่ใจ

เรื่องของเรื่องคือ ประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก มีความต้องการเปลี่ยนประเทศให้เป็นคริสต์ทั้งหมด ตามสถานที่ราชการมีการประดับประดาธงวาติกัน เท่านั้นไม่พอ การจัดสรรที่ดิน สัมปทานทางธุรกิจ การเก็บภาษี ก็จะให้สิทธิพิเศษกับผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ก่อน

หรือแม้แต่ในทางราชการ ถ้าผู้ใดยังประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน ไม่ยอมเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนา ก็จะไม่ได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งกัน

เหตุการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นเมื่อรัฐบาลไม่อนุญาตให้พุทธศาสนิกชนประดับธงฉัพพัณรังสีในวันวิสาขบูชา ในขณะที่สามารถประดับธงวาติกันได้ (ซึ่งแสดงถึงคริสต์คาธอลิก)

(ธงฉัพพัณรงสี หรือ The Buddhist Flag ข้าพเจ้าเคยเขียนถึงแล้วเมื่อคราวเที่ยวศรีลังกา อ่านรายละเอียดได้ที่นี่)

ตอนนั้นได้มีชาวบ้านในเมืองเว้รวมตัวกันประท้วงต่อกรณีนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 (ค.ศ. 1963) รัฐบาลได้ตอบโต้ด้วยการส่งทหารเข้าสลายการชุมนุม มีผู้เสียชีวิต 8 คน ซึ่งทางรัฐบาลปฎิเสธความรับผิดชอบใด ๆ โดยกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของพวกเวียดกง

ท่าน Thích Quảng Đức เป็นภิกษุผู้นำศาสนาพุทธในเมืองเว้ ได้นำคณะภิกษุ ชี และพุทธศาสนิกชน รวมประมาณ 350 ชีวิต เข้าประท้วงรัฐบาลของประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm ที่กลางเมืองไซ่ง่อน ซึ่งท่าน Thích Quảng Đức โดยสารไปในรถ Austin Westminster สีฟ้าเก่า ๆ คันนี้นี่เอง

เมื่อท่านลงจากรถ ก็ประกาศขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกทางศาสนา แล้วร้องขอให้พุทธศาสนิกชนร่วมกันอุทิศตนเพื่อปกป้องศาสนาพุทธ หลังจากนั้นท่านก็นั่งขัดสมาธิ สวดมนตร์ ให้พระภิกษุอีกรูปราดน้ำมัน แล้วท่านก็จุดไฟเผาตนเองจนมรณภาพ เมื่อ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506

Click ชมภาพเหตุการณ์ในวันนั้นได้ที่ wikipedia

เหตุการณ์นี้ ทำให้พุทธศาสนิกชนเวียดนามรวมใจเป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้นานาชาติกดดันรัฐบาลเวียดนามใต้ให้แก้ไขปัญหาการแบ่งแยกทางศาสนา



รูปทางซ้ายคือภาพวาดของท่าน Thích Quảng Đức ส่วนทางขวา ว่ากันว่า คือภาพหัวใจที่ได้จากศพของท่าน ซึ่งไม่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน ภายหลังถูกรัฐบาลบุกเข้าแย่งชิงไปเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2506

พุทธศาสนิกชนในเวียดนามยกย่องให้ท่าน Thích Quảng Đức เป็นพระโพธิสัตว์ และเก็บรักษารถ Austin Westminster คันนี้ไว้เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์การที่ท่านสละชีวิตเพื่อพิทักษ์พระพุทธศาสนาในวันนั้น

(ส่วนรัฐบาลของประธานาธิบดี Ngô Đình Diệm ถูกปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อ 1 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน)



เดินต่อมาก็จะมีวิหารอยู่



เมื่อเดินต่อมาทางด้านหลังจะมีเจดีย์อยู่อีกแห่งนึง ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าที่แห่งนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง ถามหลายคนก็ตอบไม่ตรงกัน บางคนว่าเป็นสุสาน บางคนว่าเป็นที่บวงสรวง ใครทราบรบกวนบอกข้าพเจ้าด้วย

Comment

Comment:

Tweet


จริงๆแล้ว ปีที่แล้วก็เกือบจะได้ไปเยี่ยมเยียน โดยเฉพาะหลุมศพของญาติๆฝั่งแม่ผมพอดี แต่บังเอิญก็ไม่ได้ไปเสียที....

นั่งอ่านประวัติของท่าน "ติก กวัง ดัก" แล้วสะเทือนใจไม่หายเลย ไว้ว่าว่างๆจะลองเขียนแปลจาก wikipedia ล่ะกัน...confused smile
สวยดีค่ะ น่าไปเที่ยวมาก อยากไปเที่ยวเวียดนามตลอดเลย แต่ไม่มีโอกาสได้ไปสักที

อ่านตรงประวัติรถสีฟ้าแล้วรู้สึกสะเทือนใจจัง
#4 by [AdeLiNe] At 2008-01-04 18:35,
สวยและน่าสนใจมากๆ เลยครับ..โดยเฉพาะการต่อสู้ของพระสงฆ์ แต่ปอนว่าอย่างนี้ใช้กับประเทศไทยคงไม่ได้ เพราะพระสงฆ์ของไทยยังไม่กล้ามากพอหรอกนะครับ เลยต้องคว่ำบาตรยักษ์ใหญ่ขวางประตูรัฐสภาแค่นั้นเอง...หุหุbig smile
#3 by ปอนปอน At 2008-01-04 12:07,
อ่านประวัติ ออสตินแล้วขนลุก...น่าสนใจมากเลยค่ะ
คิดเหมือนเม้นแรกเลยตอนแรกนึกว่าเป็นเมืองจีนซะอีก
#2 by (^_^)/nana At 2008-01-04 11:46,
สวยจัง ถ้าไม่บอกว่าเป็นเวียดนามคงนึกว่าประเทศจีนนะเนี่ย
ดูเหมือนศิลปะจีนจะมีอิทธิพลสูงมาก
#1 by yium At 2008-01-04 09:03,

Plin, :-p
View full profile