2008/Apr/08


 



หลังจากแวะเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum) กันแล้ว พวกเราก็เดินทางไปโรงแรมที่พักกัน ระหว่างทาง คุณไกด์ก็ได้แจ้งว่า เนื่องจากในวันรุ่งขึ้น พวกเราจะไปอุโมงค์กู๋จี ถ้าใครพิจารณาตัวเองแล้วคิดว่าไม่พร้อม ก็ขอให้ถอนตัวเสีย แล้วถ้าหากว่าไม่อยากนอนเล่นในโรงแรม ก็จะพาไปเที่ยวที่อื่นก่อน

ตอนแรก ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจว่า คุณไกด์พูดเล่นหรือพูดจริง เพราะ พอไม่เห็นมีใครประกาศถอนตัว คุณไกด์ก็ชี้ไปที่พวกเราสองสามคน แล้วบอกว่า "คนนี้ไม่ผ่าน" (ไม่ได้ชี้ที่ข้าพเจ้านะ)

เรื่องของเรื่องคือ คณะเราส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ แล้วมีพวกเราบางคนที่ไม่สบาย และบางคนที่เดินมาก ๆ ไม่ค่อยไหว เพราะเดี๋ยวก็จะ เหนื่อยบ้าง ปวดหัวเข่าบ้าง

แต่คนที่คุณไกด์ชี้ไป ไม่ใช่ทั้งคนที่ไม่สบาย (ซึ่งตอนนั้นค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว) และ คนที่สูงอายุมาก ๆ

คืนนี้พวกเราพักผ่อนเอาแรงกันที่ First Hotel ในกรุงโฮจิมินห์ซิตี้ เตรียมพร้อมเข้าสู่สมรภูมิรบต่อไป (ดูเหมือนว่า คุณไกด์จะชอบใช้คำว่า เข้าสู่สมรภูมิรบ มากกว่า แวะไปเที่ยว)



ในช่วงสาย ๆ ของวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 พวกเราก็มาถึงตำบลกู๋จี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 70 กิโลเมตร ณ ตำบลนี้มีเรื่องราวเล่าขาน ถึงตำนานการต่อสู้ของชาวบ้าน โดยร่วมกับ เวียดกง สามารถต้านทานกองกำลังสหรัฐอเมริกาที่มีแสนยานุภาพสูงกว่าหลายเท่าได้

ไม่เพียงตั้งรับเท่านั้น แต่ยังสามารถโจมตี สร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้อย่างมากอีกด้วย และยุทธวิธีหนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากคือ การขุดอุโมงค์ หลบซ่อนอยู่ใต้ดิน



พอซื้อบัตรผ่านแล้ว พวกเราเข้าห้องชมวีดีโอ ดูเหมือนว่าวีดีโอจะเก่ามาก ภาพยังเป็นขาวดำอยู่เลย เนื้อหาเกี่ยวกับวีรบุรุษและวีรสตรีสงครามแห่งตำบลกู๋จี มีหลายภาษาด้วยกัน วีดีโอที่พวกเราชมกันนั้นเป็นภาษาไทย ที่พากย์โดยสาวชาวเวียดนาม ด้วยน้ำเสียงอันเกรี้ยวกราด และอารมณ์ที่โกรธแค้น ต่อสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามารุกรานประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเธอ

ฟังแล้วก็นั่งคิดว่า วีดีโอที่พากษ์เป็นภาษาอังกฤษให้นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันดูนั้น จะมีเนื้อความและอารมณ์ในแบบเดียวกันหรือไม่



ชาวบ้านในแต่ละหมู่บ้านจะขุดอุโมงค์ และหลบภัยอยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งอันที่จริงแล้ว อุโมงค์ที่สร้างขึ้นนี้ ไม่ได้มีแต่เฉพาะที่ตำบลกู๋จีเท่านั้น หลายหมู่บ้านในหลายตำบลได้สร้างอุโมงค์ใต้ดินขึ้น ในเวลาต่อมา อุโมงค์เหล่านี้ก็เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อน

เนื่องจากเครือข่ายอุโมงค์เหล่านี้ หนาแน่น ซับซ้อนมากที่สุดที่กู๋จี จึงรู้จักกันในชื่อว่า อุโมงค์กู๋จี

อุโมงค์เหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งจะสร้างมาเพื่อตั้งรับกับกองกำลังอเมริกัน หากแต่ค่อย ๆ สร้างขึ้นทีละน้อย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) แล้ว โดยชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ขุดอุโมงค์ เพื่อกำบังการโจมตีตั้งแต่สมัยที่ยังสู้กับฝรั่งเศส (ก่อนการรุกรานของอเมริกันเสียอีก) เมื่อสร้างอุโมงค์เล็ก ๆ ขึ้นหลายจุด ก็มีการขุดเพื่อเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน จนในปี พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) เครือข่ายอุโมงค์นี้มีความยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกไปถึงชายแดนกัมพูชา และทางตะวันออกไปจนถึงโฮจิมินห์ซิตี้เลยทีเดียว



ในปัจจุบัน ชั้นดินที่ขุดอุโมงค์หลายแห่ง ได้ยุบตัวลงแล้ว ทั้งจากธรรมชาติ และจากการทำลายด้วยวิธีการต่าง ๆ ของฝ่ายอเมริกัน

อุโมงค์แต่ละจุดจะสร้างลึกลงไป 2-3 ชั้น ไม่ได้ลึกจากผิวดินมากนัก (ประมาณ 10-15 เมตร) เชื่อมต่อกับอุโมงค์จุดอื่น ๆ เป็นเครือข่าย สามาถไปมาหากันได้ มีกับดักกันผู้บุกรุก อุโมงค์แต่ละจุดจะมีระบบระบายอากาศด้วย จากภาพข้างบนจะเห็นเป็นลักษณะท่อเล็ก ๆ เชื่อมจากห้องไปที่ผิวดิน อุโมงค์บางช่วงใหญ่พอจะจัดเก็บเสบียงอาหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ มีห้องพยาบาล มีห้องนอน ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องฉายหนัง และยังมีทางเชื่อมไปแหล่งน้ำใต้ดินอีกด้วย


 

(ภาพจาก BBC News)



แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว อุโมงค์จะไม่ได้มีความกว้างมากนัก เวลาเคลื่อนตัวผ่าน จะต้องโก้งโค้ง หรือ คลานเป็นส่วนใหญ่ และอันที่จริงแล้ว ชีวิตภายในอุโมงค์ใต้ดินนั้น ก็ไม่ได้สะดวกสบายนัก

แต่เพราะการรุกรานของข้าศึก บรรดาชาวบ้าน และ กลุ่มเวียดกง ต้องปรับตัวอย่างมากเพื่อรับกับสภาพที่ยากลำบากแบบนี้



ห้องดูวีดีโออยู่ในอาคารละแวกเดียวกับห้องขายบัตรผ่านประตู ซึ่งถ้าจะไปชมดูอุโมงค์ที่ว่า พวกเราต้องเดินออกจากอาคารนี้ก่อน ซึ่งทางผ่านเข้าไปนั้น มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ขนาดใหญ่อยู่เหมือนกัน



ตอนแรกพวกเราเดินเข้ามาก็ไม่เห็นอะไร นอกจากหลุมหลบภัย กับพื้นที่ปกคลุมไปด้วยใบไม้



ทันใดนั้นเจ้าหน้าที่ก็แสดงให้เห็นว่า พื้นดินที่พวกเรายืนอยู่นั้น มีอุโมงค์อยู่ข้างใต้ โดยแผ่นประตูที่ปิดทางเข้านั้น กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก



นอกจากนี้ ปากทางเข้ายังค่อนข้างเล็กอีกด้วย จึงมีแต่คนที่ค่อนข้างผอมเท่านั้นจึงจะลอดผ่านเข้าไปได้ พวกเราจึงลองให้สมาชิกในคณะท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และค่อนข้างผอม ลองลงไปยืนที่ปากอุโมงค์ดู

ทีนี้ ข้าพเจ้าพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมคุณไกด์ถึงบอกว่า "คนนี้ไม่ผ่าน" เพราะผู้คนในยุคปัจจุบันรูปร่างค่อนข้างใหญ่โต แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคนรูปร่างอ้วนก็ตาม



ถ้ามองลงไปจะเห็นว่า มีช่องทางเข้าไปข้างในอีก ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รูปร่างอันใหญ่โตของทหารอเมริกันคงไม่สามารถลอดผ่านลงไปได้



 



พวกเราค่อย ๆ เดินไปเรื่อย ๆ ก็เห็นร่องรอยของปากทางเข้าอุโมงค์ และ กับดักเป็นระยะ



เนื่องจากต้องขุดอุโมงค์ลงไปในชั้นดิน จึงมีเศษดินจำนวนมากขึ้นมาอยู่บนพื้น และอาจเป็นที่สังเกตุของศัตรูได้ พวกเขาก็มีวิธีจัดการกับเศษดินเหล่านี้หลายอย่าง เช่น เอาไปไว้ในนาข้าว เอาไปทิ้งในแม่น้ำ ถมพื้นที่ที่ถูกระเบิด แต่ที่น่าสนใจคือ เอามากองไว้ ให้ดูคล้ายจอมปลวก โดยมักจะทำไว้ใกล้ ๆ บริเวณที่จะเป็นช่องทางระบายอากาศ (เช่น ที่เห็นในมุมขวาล่างของรูป)



ทหารอเมริกันรบอยู่นาน โดยไม่รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว กลุ่มกองกำลังเวียดกง และ ชาวบ้าน หลบอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินนี่เอง

อุโมงค์มีความแข็งแรงพอสมควร ที่รถถังจะวิ่งผ่านไปได้โดยชั้นดินไม่ยุบลง เมื่อใดก็ตาม ที่กองทัพอเมริกันเผลอ บรรดาเวียดกงก็ออกจากอุโมงค์ที่หลบซ่อน เพื่อจู่โจมโดยไม่ให้ทันได้ตั้งตัว

เสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ก็หลบลงอุโมงค์ใต้ดินอีก

การสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นแบบนี้ ทำให้อเมริกาสูญเสียไปมากเช่นกัน แม้ว่าแสนยานุภาพจะสูงกว่า (แต่ข้าพเจ้าก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า ยุทธวิธีหลบซ่อนใต้ดินแบบนี้ คงจะใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน)



ทีนี้ มาลองเข้าไปในอุโมงค์กันบ้าง ซึ่งอุโมงค์บางส่วนได้มีการปรับปรุง โดยเสริมให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ปรับให้มีความกว้างมากขึ้น เพียงพอให้นักท่องเที่ยวในปัจจุบันสามารถลอดผ่านเข้าไปได้สะดวกขึ้น

เราให้เกียรติสุภาพสตรีก่อน ก็เลยให้มารดาข้าพเจ้าลงไปก่อน



ต่อด้วยคุณน้าสองคนนี้ แล้วข้าพเจ้าก็ค่อยตามลงไปบ้าง



ภายในอุโมงค์มืดมาก ต้องใช้มือคลำไปตลอดทาง พอดีว่าข้าพเจ้าถ่ายภาพโดยใช้ flash จึงเห็นเป็นแบบนี้

และแม้ว่าจะมีการขยายอุโมงค์แล้วก็ตาม พวกเราก็ยังต้องนั่งยอง ๆ แล้วค่อย ๆ ขยับเดินตาม ๆ กันไป ทีละคนเท่านั้น (ลองนึกถึงเป็ด ข้าพเจ้าคิดว่า ท่าทางการเดินในตอนนั้น ก็คล้าย ๆ กันกับเป็ดอยู่)



ถึงทางออกเสียที ดีที่ว่าไม่มีใครเป็นลม เพราะคงช่วยเหลือกันค่อนข้างจะลำบาก



มีเจ้าหน้าที่ คอยดูแลความปลอดภัย เดิน (มุด / คลาน) ตามหลังมาด้วย



ความลับไม่มีในโลก ดังนั้น ในที่สุดฝ่ายทหารอเมริกันก็รู้ว่า มีเครือข่ายอุโมงค์ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งทางกองทัพอเมริกันก็คิดหาวิธีการต่าง ๆ ในการทำลายเครือข่ายอุโมงค์ รวมถึง ชาวบ้าน และ เวียดกงที่ซ่อนอยู่ภายในอุโมงค์เหล่านี้ เช่น การปั้มน้ำลงไป เพื่อทำลายระบบอุโมงค์ แต่ก็ไม่สำเร็จ ด้วยเพราะอุโมงค์มีการเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อนและกว้างขวางเกินไป ซึ่งจะต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาลมากจึงจะทำให้น้ำท่วมได้หมด



มีการทิ้งระเบิด เช่น B-52 ลงในพื้นที่บริเวณนี้ แรงระเบิดทำให้เกิดเป็นหลุมเป็นบ่อเต็มไปหมด ซึ่งก็จะทำลายอุโมงค์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และดินที่ถล่ม ยุบลงไปบริเวณรอบนั้น ก็จะปิดทางเชื่อมติดต่อกับอุโมงค์ส่วนที่เหลือ ทำให้ทหารอเมริกันไม่สามารถไล่ตามฝ่ายเวียดกงได้ทัน (เพราะมุดหนีไปอยู่ที่บริเวณอื่นแล้ว)



 



นอกจากนี้ วัตถุระเบิดที่ถูกใช้ในบางครั้งก็ไม่ระเบิดอีกด้วย ซึ่งก็จะถูกฝ่ายเวียดกงยึดทำลาย แล้วดัดแปลงเอาดินปืนไปใช้ทำอาวุธ เพื่อต่อสู้กับฝ่ายอเมริกัน



 



อย่างเช่น รถถัง M41 คันนี้ ก็ถูกทำลายโดยระเบิดที่ถูกฝ่ายเวียดกงทำขึ้น

อาวุธของฝ่ายอเมริกันนั้น กะจะฆ่าเวียดกงให้ตาย หายไปจากแผ่นดินเลยทีเดียว ทีนี้มาดูกับดักที่ใช้โดยฝ่ายเวียดกงกันบ้าง



 



ซึ่งดู ๆ แล้ว กับดักเหล่านี้ อานุภาพไม่ร้ายแรงอันใดเลย อย่างมากสุดก็คงทำให้ทหารผู้โชคร้ายไม่สามารถเดินต่อได้เท่านั้น



คุณไกด์อธิบายว่า ถ้าฆ่าทหารอเมริกันให้ตายไปเลย ศพทหารผู้โชคร้ายก็อาจถูกเก็บไปให้พ้น ๆ จากการรับรู้ของทหารนายอื่น ๆ อย่างมาก ก็อาจจะได้รับการบอกกล่าวว่า กำลังรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาล ไม่ต้องเป็นห่วง

ทหารก็จะไม่เสียขวัญ



 



แต่การไม่ฆ่าให้ตายนั้น เป็นกลอุบายทางจิตวิทยาของฝ่ายเวียดกง เนื่องจากทหารอเมริกันที่มารบส่วนใหญ่ไม่ได้อยากมารบในที่ต่างแดนให้ลำบากอยู่แล้ว ถ้าหากทำให้ทหารหนึ่งคนบาดเจ็บ เดินต่อไม่ได้ เพื่อน ๆ ทหารก็ต้องพาทหารผู้โชคร้ายคนนั้นกลับเข้าค่ายทหาร การที่ทหารคนหนึ่งติดกับดัก ร้องด้วยความเจ็บปวด ย่อมส่งผลทางจิตวิทยา บั่นทอนขวัญกำลังใจในการรบของทหารนายอื่น ๆ ทำให้ไม่อยากจะรบอีกต่อไป

ซึ่งในที่สุดแล้ว เวียดกง ก็เป็นฝ่ายชนะ



สมรภูมิรบที่ตำบลกู๋จีนี้ ทางรัฐบาลเวียดนามอนุรักษ์ไว้เพื่อสดุดีวีรกรรมการสู้รบ ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา และ ยังพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

อันที่จริงมีสนามยิงปืน โดยใช้ไรเฟิลอัตโนมัติ AK-47 แต่พวกเราไม่ได้แวะไปใช้บริการ


 

edit @ 8 Apr 2008 10:26:52 by Plin, :-p

Comment

Comment:

Tweet


สาระมากมาย ชอบๆbig smile
#6 by moderndock At 2008-04-09 11:54,
วางแผนจะไปเวียดนามแหละค่ะ
แต่ว่าจะไปฮานอย confused smile
แต่คิดๆดูแล้ว โฮจิมินห์ก็น่าไปเหมือนกันแหะ
#4 by ปูน At 2008-04-08 21:46,
ไม่เคยไปมาก่อนเลย แต่มาอ่านที่นี่ก็เหมือนได้ไปด้วยกะเค้า sad smile
#3 by * 예인 เยอิน * At 2008-04-08 21:25,
เพิ่งไปเวียดนามมาเหมือนกันค่ะ
แต่ไม่ได้ไปที่นี่
นี่ถ้าอี๊ดไป ก็คงไม่ผ่านเหมือนกันค่ะ
อ้วนเกิน
#2 by eeddy(อี๊ด) At 2008-04-08 20:50,
ได้เที่ยวด้วย ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย ดีจังเลยHot!
#1 by kororo At 2008-04-08 08:36,

Plin, :-p
View full profile