ข้าพเจ้าได้รับบทความนี้จากอาจารย์ดำรง ทาง e-mail หลังจากอ่านดูแล้วเห็นว่าน่าสนใจ จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อที่นี่ ซึ่งอาจารย์ดำรงได้อนุญาตแล้ว
อนึ่ง บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2551 โดยในส่วนที่มีการอ้างคำกล่าวของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ (พระพรหมคุณาภรณ์) นั้น อาจารย์ดำรงได้ขอท่าน ฯ ตรวจสอบแก้ไขแล้ว
เราจะสร้างฉันทะให้เกิดขึ้นในเด็กไทยได้อย่างไร ?
ดำรง ลีนานุรักษ์
มหาวิทยาลัยแม่โจ้
เพื่อนอาจารย์ที่แม่โจ้ถามหลังจากอ่านบทความเรื่อง “ไอน์สไตน์ว่า โรงเรียนต้องฟูมฟักฉันทะของเด็กนักเรียน” (มติชนรายวัน ๒๑ มค. ๒๕๕๑) ว่า “แล้วเราจะสร้างฉันทะให้นักศึกษาแม่โจ้ได้อย่างไร?”
วันนี้คิดว่าจะตอบคำถามเพื่อนอาจารย์ได้ดีกว่าที่เคยตอบ ด้วยได้ไปกราบท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ และโชคดีที่มีโอกาสได้ฟังท่านฯสนทนาธรรมกับคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลในเรื่องเกี่ยวกับฉันทะและแรงจูงใจต่อการศึกษา ถึงแม้ที่ได้รับฟังจะเป็นส่วนท้ายๆแล้ว
ตอนหนึ่งท่านฯได้กล่าวไว้มีใจความว่า เรื่องหนึ่งที่น่าเสียดายที่บางส่วนได้เขวไป นั่นคือเรื่อง การจัดการศึกษาของเด็กแบบ เล่นและเรียน หรือ Play and Learn เพราะใจของเด็กชอบเล่นชอบสนุก สุดท้ายเป้าหมายซึ่งคือการเรียนเลยเขวไปเป็นการเล่นและเสพความสนุกแทน ในแง่การเรียนนั้นครูต้องทำตัวเป็นกัลยาณมิตรที่สร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องที่จะน้าวโน้มให้เด็กสนใจในวิชาที่เรียนให้เห็นคุณค่าในตัวความรู้ที่จะได้ เพื่อให้เด็กได้ใช้ศักยภาพของเขาในการคิดไตร่ตรองเอาใจใส่ การที่เด็กมีความสนใจไฝ่เรียนเพื่อให้ได้ความรู้ ก็คือการสร้างฉันทะให้เกิดขึ้นในตัวเด็กนั่นเอง ที่สำคัญควรที่จะได้ปลูกฝังเด็กให้มองกว้าง คิดไกล ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก และต้องให้รู้จักคิดแบบมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมนั่นคือคิดแบบเพื่อสังคม
ได้ถามท่านฯต่อว่า ถ้าอย่างนั้น ด้วยความอยากเล่นของเด็กเพื่อเสพความสนุกจัดเป็นตัณหา ก็แปลว่าวงการศึกษาไทยเรากำลังเอาตัณหามาล่อเป็นแรงจูงใจให้เด็กเรียนหนังสือ ? ท่านฯว่า ก็นั่นนะซิ มันจะเขวไป ถ้าความสนุกนั้นไม่ได้มาช่วยให้เกิดความสนใจในตัววิชา ก็คือความล้มเหลว
หลังจากกราบลาท่านมา ได้ไตร่ตรองครุ่นคิดต่อว่าถ้าอย่างนั้นวงการศึกษาของเราน่าจะทำบาปครั้งใหญ่ต่อลูกหลานไทยเราที่ไปเอาหลักเรื่องนี้ตามฝรั่งมา เพราะตามหลักปฏิจจสมุปบาท ท่านว่า ...เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน... เมื่อนำมาอธิบายปัจจยาการของ ความชอบเล่นเพราะสนุกและเมื่อเสพเสวยเวทนานี้แล้วเกิดปิติเกิดความสุข ก็จะทำให้เกิดความอยาก(ตัณหา)โหยหาที่จะหามาเล่นอีก และความอยากนี้ก็จะเป็นปัจจัยต่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นโดยมีตัวตนของตัวเองเป็นแกนเป็นที่ตั้ง ซึ่งใจของเด็กก็จะเหมือนเสพติดการกระตุ้นด้วยการเล่นนี้ นั่นคือความสำคัญของการเล่นมาก่อน เล่นไปแล้วใจก็โหยละห้อยวนเวียนแต่การเล่น ถึงแม้บางรูปแบบหรือบางโมดูลของการเล่นและเรียนได้ถูกออกแบบมาดูแล้วเหมือนมีประสิทธิผล แต่ต้องไม่ลืมว่ากลไกนี้เป็นการฟูมฟักตัณหาของเด็กให้ฟอกโตฝังรากลึกเข้าไปในจิตใจ นั่นคือต้องกระตุ้นตัณหาของเด็กเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เด็กเรียน ที่จะติดตัวนอนเนื่องเป็นอนุสัย
ที่ท่านฯแนะนำว่าต้องสอนเด็กให้คิดใหญ่ คิดไกล ไฝ่รู้ สู้งานยาก เป็นการสอนให้เด็กได้ใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ในเรื่องของการเรียนรู้ไปในด้านบวก ซึ่งนอกจากเป็นการสร้างหรือปลูกฝังวิถีคิดให้พุ่งไปในทางบวก ที่ช่วยให้เขามองเห็นโลกอย่างรู้เท่าทันมากขึ้น และดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ได้อย่างถูกต้องไม่เป็นโทษต่อทั้งตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง และกว้างไกลออกไปนั่นคือต่อสังคม ทั้งนี้ในวิถีชีวิตของปุถุชนที่ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร หรือจะว่าไปแล้ว โลกของเรากลับไปเอาตัณหาเป็นแกนที่ผลักดันให้คนเราต้องเดินตามหรือยึดตาม ที่เห็นง่ายๆชัดเจนก็คือเรื่องเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างทั่วหน้า ก็มีแกนหลักของทฤษฎีที่เอาความอยาก(ตัณหา)ของมนุษย์เป็นตัวตั้ง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเหตุปัจจัยที่กระตุ้นหรือทำให้เกิดหรือก่อให้ตัวสภาวะตัณหามีขึ้น มีอยู่ดาษดื่นและชินชาจนกลับกลายเป็นเห็นเป็นธรรมดาในสังคมในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้เท่าทัน การเสริมสร้างให้เด็กมีหลักคิดที่เป็นบวก หรือการออกแบบระบบการเรียนของเด็กในโรงเรียนที่เอื้อต่อการฟูมฟักฉันทะจึงจะต้านกระแสโลกได้
เชื่อว่านักการศึกษาไทยเราคงจะต้องมาทบทวนกันใหม่ว่า หลักและเนื้อหาของพระพุทธศาสนาของเราซึ่งเป็นเรื่องของการศึกษาโดยแท้ และเป็นการศึกษาเพื่อการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่ระดับหยาบในระดับกายจนลึกซึ้งถึงระดับจิตใจที่หยั่งถึงยาก ทำไมหลักการเหล่านี้ไม่ถูกปรับใช้ในวงกว้าง ทำไมบทบาทของครูในฐานะกัลยาณมิตราจึงจางลงและพร่องไป ทำไมกลไกการเรียนรู้ที่เป็นศักยภาพที่สำคัญของมนุษย์ที่มีอยู่ในปัจเจกที่เรียก โยนิโสมนสิการ จึงกลายเป็นศัพท์แปลกหูที่ต้องถามกันต่อว่าแปลว่าอะไร แล้วเราจะไปสร้างไปฟูมฟักให้เกิดฉันทะในตัวเด็กได้อย่างไร ในเมื่อเราวางน้ำหนักให้ตัณหาเป็นแรงจูงใจต่อการเรียนของเด็กโดยไม่รู้เท่าทัน
ท่านนักการศึกษาโดยเฉพาะผู้บริหารฯระดับสูงของกระทรวงศึกษาฯ ซึ่งส่วนใหญ่เคยกราบท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์มา เคยนิมนต์ท่านกล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการศึกษาหลายครั้ง พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการศึกษา การสร้างจริยธรรมฯ ของท่านแจกจ่ายก็เยอะ น่าจะถึงเวลาไปกราบขอรบกวนท่านปรึกษาเพื่อปรับรื้อระบบการเรียนการสอนตรงนี้ใหม่ ถึงท่านฯจะมีสุขภาพไม่ค่อยจะดีแต่เชึ่อว่าท่านฯมีเมตตาและฉันทะที่จะยังประโยชน์แก่พหูชนในกรณีนี้
edit @ 24 Apr 2008 22:29:56 by Plin, :-p