2008/Apr/26





หนังสือ “การเมืองเรื่องตัณหา” ของคุณสมัคร สุนทรเวช นี้ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2521 ซึ่งก็.. ไม่ทราบเหมือนกันว่า ทำไมจึงไม่มีการพิมพ์ซ้ำอีกเลยในช่วงระยะเวลาสามสิบปีที่ผ่านมา จนเพิ่งมีการจัดพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่สองเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2551 และได้เปิดตัวไปในช่วงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม การเมืองเรื่องตัณหานี้ มีเล่มสองด้วย ซึ่งข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าตีพิมพ์ในปีไหน



ครั้งแรกที่เห็นชื่อหนังสือ “การเมืองเรื่องตัณหา” ข้าพเจ้าก็พยายามคิดว่า เนื้อหาภายในจะเกี่ยวกับอะไร แล้วด้วยความที่ในตอนนั้น ยังไม่ทราบว่าเป็นหนังสือที่พิมพ์ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าเลยพาลนึกไปว่า เป็นหนังสือที่แต่งขึ้นใหม่ และอาจจะเกี่ยวข้องกับประโยคที่คุณสมัครพูดกับผู้สื่อข่าวว่า “ถ้าเค้าถามว่า เมื่อคืนนี้ คุณไปร่วมเมถุนกับใครหรือเปล่าเนี่ย ร่วมหรือเปล่าเมื่อคืนนี้... ไม่ร่วม ก็โอเค ก็จบเรื่องไป ใช่มั้ย” กระมัง

ซึ่งในประเด็นเรื่อง “ร่วมเมถุน” นี้ ถูกนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ คอลัมนิสต์ต่าง ๆ นำไปโจมตีคุณสมัครว่าหยาบคาย ลามก หมกมุ่น และไม่เหมาะสม
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าลองฟังเทปที่สัมภาษณ์วันนั้นจริง ๆ แล้ว (click) ก็จะเห็นได้ว่า ระหว่างนั้นก็จะมีเสียงหัวเราะครื้นเครง ไม่ทราบว่าเป็นเสียงนักข่าวที่ไหนบ้าง และคุณสมัครก็ได้พูดต่อว่า “แต่ปัญหาว่า ไอ้คนที่ถามอย่างนี้เนี่ย มันเลวไหม... ไปถามเรื่องส่วนตัวเค้าอ่ะ” ซึ่งมีเสียงตอบกลับมาจากนักข่าวว่า “ไม่ร่วมครับ” “ไม่เลวครับ” อีกด้วย ก็ไม่ทราบว่านักข่าวคนนั้น ฟังไม่ทันว่า คำถามขึ้นต้นประโยคว่า “ถ้าเค้าถามว่า” ไม่ใช่ “ถ้าผมถามว่า” ซึ่งในประเด็นนี้ ไม่ค่อยมีใครพูดถึง



อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า แม้การเปรียบเทียบเปรียบเปรยต่าง ๆ ของคุณสมัครในวันนั้น จะมีเหตุผลอยู่บ้างเหมือนกัน (เพียงแต่ต้องอาจจะต้องคิดหลายตลบหน่อย) แต่ก็อาจจะไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด และดูไม่เหมาะสมสำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง (ส่วนประเด็นว่า เรื่องนี้สมควรนำมาโจมตีให้เป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ข้าพเจ้าก็เลยนึกว่า คุณสมัครจะเขียนโดยอิงจากเรื่องนี้ แล้วอาจจะมีการใช้วิธีอุปมาอุปมัยต่าง ๆ อีก แต่ก็คิดไปอีกทีว่า คงจะไม่ใช่ เพราะถ้าจะชี้แจงเรื่องแบบนี้ คงไม่จำเป็นต้องพิมพ์หนังสือเล่มหนาออกมาขาย แต่สามารถเขียนเป็นคอลัมน์เดียว หรือ ชี้แจงในรายการโทรทัศน์ก็ย่อมได้

แต่พอมาอ่านส่วนคำนำจึงได้ทราบว่า ในช่วงเวลาที่พิมพ์หนังสือครั้งแรกนั้น มีการใช้คำว่า "ตัณหา" เป็นคำติดปากเวลาจะพูดจาถากถางกัน โดยคุณสมัครได้อ้างถึงคำพูดของ คุณภิญโญ สาธร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสมัยปี พ.ศ. 2519 ที่ว่า ท่านไม่ได้จัดสอนภาษาต่างประเทศเพื่อสนองตัณหาของใคร แล้วคุณสมัครก็มองว่า การเมืองนั้น ในส่วนหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับความอยากของคนเช่นกัน

อนึ่ง คำว่าตัณหานั้น ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายว่า ความทะยานอยาก, โดยทั่วไปใช้หมายถึงความใคร่ในกาม



คุณสมัครเล่าว่า เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ หลังจากการปฏิวัติเมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 (ซึ่งก่อนเหตุการณ์นั้น คุณสมัครกำลังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) จนพิมพ์จำหน่ายเมื่อเดือนมีนาคมปีถัดมา โดยตั้งใจว่าจะเขียนในลักษณะกึ่ง ๆ อัตชีวประวัติ เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปได้รู้จักความเป็นมาของนักการเมืองที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช

เนื่องจากคุณสมัครเกิดในปี พ.ศ. 2478 สามปีหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะว่าไปแล้ว อายุก็ไล่เลี่ยกับอายุของประชาธิปไตยในประเทศไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์จึงอยู่ในความทรงจำของคุณสมัคร ดังนั้นเพื่อให้หนังสือมีสีสันที่น่าสนใจมากขึ้น คุณสมัครจึงตัดสินใจสอดแทรกเหตุการณ์ต่าง ๆ ในบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ทางการเมือง ที่เป็นประสบการณ์โดยตรง เอาไว้ในหนังสือด้วย โดยเล่าและอธิบายในมุมมองของคุณสมัครเอง

ข้าพเจ้ายอมรับว่า ในตอนแรกที่อ่านนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้หวังอะไรมากนัก นอกจากอยากทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต แม้จะไม่แน่ใจว่า เรื่องที่เขียนนั้นแต่งเติมเสริมแต่งในส่วนใด มากน้อยเพียงไหนบ้าง แต่พอได้อ่านไปสักพัก ก็เริ่มรู้สึกว่าคุณสมัครเขียนเล่าได้ดี น่าติดตาม อันที่จริงคนที่พูดเก่ง ก็น่าจะเขียนเล่าอะไรได้สนุกอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม อาจเพราะในช่วงแรก ๆ นั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง หรือ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับคุณสมัครในทางการเมืองก็เป็นได้ จึงทำให้ข้าพเจ้าอ่านโดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก



ช่วงชีวิตในตอนต้นของคุณสมัครนั้น ไม่ค่อยจะสบายมากนัก เนื่องจากมีวิกฤตเศรษฐกิจ และยังเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย ซึ่งในส่วนนี้ คุณสมัครได้เล่าถึงชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานครในช่วงนั้นได้อย่างน่าสนใจ เช่น เมื่อมีเสียง “หวอ” เตือนภัยการโจมตีทางอากาศ ประชาชนบางส่วนจะไปหลบที่วัด เพราะเชื่อว่า วัดจะไม่โดนระเบิด

เมื่อสงครามสงบแล้ว ก็ยังต้องพบกับเหตุการณ์ปฏิวัติ รัฐประหารอีกหลายครั้ง ในบางครั้งต้องวิ่งหลบกระสุน และ ลูกระเบิดกันเลยทีเดียว ซึ่งในบทเกี่ยวกับ กบฎแมนฮัตตัน นั้น คุณสมัครเล่าได้เห็นภาพมาก

ซึ่งเหตุการณ์ที่ได้บันทึกในช่วงวัยเด็ก จนวัยรุ่นนั้น เป็นเหตุการณ์ที่คุณสมัคร เผชิญในฐานะประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นคงยังไม่ได้มีความคิดที่จะสนใจเหตุบ้าน จึงเป็นการเขียนที่เป็นกลาง สนุก และดูไม่ค่อยมีอคตินัก โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าชอบเรื่องที่คุณสมัครเขียนในช่วงต้นนี้มากที่สุด

ต่อมา.. เป็นช่วงที่คุณสมัครเริ่มเข้าสู่วัยหนุ่ม เริ่มมีความคิดทางการเมือง และเริ่มเกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาธิปไตยบ้างแล้ว ดังที่ได้เล่าไว้ใน “บันทึกของชาวกรุงเทพ” ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์การทุจริตเลือกตั้งเมื่อวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 โดยคุณสมัครเขียนเล่าในฐานะที่เป็นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนหนึ่ง และมีส่วนร่วมในการประท้วงผลการเลือกตั้งที่สกปรกในครั้งนั้น ในบทนี้คุณสมัครเขียนไว้ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2510 โดยใช้นามปากกาว่า "นายหมอดี" แล้วยกมาใส่ไว้ในหนังสือด้วย

สำหรับในส่วนนี้ แม้จะเป็นเหตุการณ์ก่อนที่คุณสมัครจะเข้าสู่วงการเมือง แต่ก็มีลักษณะการเขียนที่ชูบทบาทของตนเองอยู่มากทีเดียว แต่อ่านแล้วก็.. สนุกดี.. เวลาที่นั่งจินตนาการถึงคุณสมัครในวัยหนุ่มไปด้วย

อันที่จริง ในบทต่อ ๆ มา ซึ่งเขียนเล่าเหตุการณ์ช่วงก่อนที่คุณสมัครเริ่มเล่นการเมืองในระดับท้องถิ่นนั้น ได้ให้ภาพคุณสมัครในวัยหนุ่มที่ดูสมบุกสมบัน มีพลัง คล่อง ว่องไว กระตือรือร้น กระฉับกระเฉง ค่อนข้างมาก ถ้าพูดแบบภาษาทั่ว ๆ ก็คือ อ่านดูแล้วเป็นคนหนุ่มที่เท่มาก จนเกิดความฉงนสนเท่ห์อยู่บ้างว่า จริงหรือ?



ครั้นพอมาอ่านช่วงชีวิตที่เริ่มเล่นการเมืองแล้ว ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปีก่อนพิมพ์หนังสือครั้งแรก ข้าพเจ้าอ่านแล้วไม่เกิดความรู้สึกที่ดีเหมือนในช่วงแรก ยิ่งพอมาอ่านในบทที่กล่าวถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 แล้ว กลับเขียนถึงอย่างไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเขียนโจมตีนักศึกษาในเหตุการณ์นั้นด้วย

และอาจเพราะเป็นเหตุการณ์ที่ร่วมสมัยกับเมื่อปี พ.ศ. 2521 และตัวละครทางการเมืองต่าง ๆ ในช่วงสิบปี ก็ยังโลดแล่นอยู่ในเวลานั้น ลักษณะการเขียนที่เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในส่วนท้าย ๆ นี้ดูจะเล่าข้าม ๆ คล้ายว่า คนอ่านน่าจะเข้าใจเหตุการณ์ได้ดี หรือ น่าจะทราบว่าบุคคลที่เขียนถึง เช่น คนที่เป็นหัวหน้าทีมเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ นั้นหมายถึงใคร ถ้าหากได้อ่านเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

ข้าพเจ้ายอมรับว่า มีหลายตอนที่อ่าน ณ วันนี้แล้ว ไม่เข้าใจ แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ข้าพเจ้าค้นหาข้อมูลมาตอบข้อสงสัยได้ไม่ยากนัก



ถ้าหากเชื่อว่า คนเรานั้นแต่เดิมเหมือนผ้าขาว บางที.. การเมืองที่คุณสมัครเข้าไปเกลือกกลั้วนั้น อาจจะทำให้คุณสมัคร ต้องแปดเปื้อนไป (แต่จะเปลี่ยนไปหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว) และคงเลี่ยงการกระทบกระทั่งต่าง ๆ ได้ยาก จนสร้างศัตรูขึ้นมามากมาย เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ฝ่ายตรงข้ามทางความคิด (กับอุดมการณ์ขวาจัดของตน) หรือแม้แต่ นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ดังจะเห็นว่า เมื่อมีการเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีตบางเหตุการณ์ เพื่อชี้แจงประเด็นบางอย่าง ก็อาจจะมีการเขียนถากถางนักหนังสือพิมพ์บางคน ทั้งที่เอ่ยชื่ออ และไม่เอ่ยชื่อ เป็นระยะ ๆ อยู่ตลอดเล่ม เช่น “ไอ้นักเขียนคอลัมน์ถ่อยคนหนึ่ง” “ไอ้เศษหนังสือพิมพ์คนนั้น” ว่าได้บิดเบือนโจมตีคุณสมัครต่าง ๆ นานา



ในปัจจุบันเราเห็นว่าคุณสมัคร กับ นักข่าวมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร ในอดีตก็คงจะเป็นเช่นนั้น ยิ่งถ้าได้อ่านคำนำการพิมพ์ครั้งแรกแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า เหตุการณ์น่าจะค่อนข้างรุนแรงพอสมควร จนถึงขั้นต้องมีบทแถมท้าย ชื่อ นี่ไงครับ ! สันดานคนหนังสือพิมพ์ เพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อตอบโต้นักหนังสือพิมพ์รายหนึ่งอย่างทันควัน ทั้ง ๆ ที่หนังสือกำลังจะขึ้นแท่นพิมพ์อยู่แล้ว



สำหรับผู้ที่ริเริ่มการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งใหม่นี้ก็คือหลานชายคนหนึ่งของคุณสมัคร เนื่องจากได้มีการพบเห็นการพูดคุยกันตามหน้าเว็บบอร์ดหลายแห่งถึงหนังสือเล่มต่าง ๆ ของคุณสมัคร และมีบ้างที่นำหนังสือ การเมืองเรื่องตัณหา มาลงให้อ่านกันทีละบทสองบท กอร์ปกับเห็นว่า การเมืองเมื่อประมาณสามสิบปีก่อนก็มีความน่าสนใจ ไม่แพ้กับเรื่องราวในปัจจุบันนี้ และบางอย่างก็ดูจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงคิดที่จะจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ใหม่เป็นครั้งที่สอง เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษากัน

น่าเสียดายที่ในการพิมพ์ครั้งที่สองนี้ ไม่มีบทแถมท้ายบทนี้ติดมาด้วย อาจเพราะเนื้อหาในส่วนนี้ ไม่ได้มีประโยชน์ต่อผู้ใด เนื่องจากเป็นการตอบโต้ แบบจำเพาะเจาะจงต่อตัวบุคคล และยังเป็นการรักษาความตั้งใจเดิมของคุณสมัครที่ต้องการจะปิดเล่มนี้ที่เหตุการณ์ปฏิวัติเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520

โดยสรุป ถ้าผู้อ่านทำใจอย่างเป็นกลางแล้ว ก็น่าเห็นว่า “การเมืองเรื่องตัณหา” เป็นหนังสือที่อ่านสนุกเล่มหนึ่ง เพียงแต่ผู้อ่านควรจะตรวจสอบข้อมูลบางอย่างประกอบ เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และยังต้องคำนึงด้วยว่า หนังสือในแนวอัตชีวประวัตินั้น เป็นมุมมองของผู้เขียนเท่านั้น ย่อมต้องมีอคติอยู่บ้างในบางประเด็น ดังนั้นควรเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งอื่นด้วย

แล้วชั่งน้ำหนักเอาเองว่า ในประเด็นหนึ่ง ๆ นั้น จะเชื่อถือข้อมูลจากแหล่งไหนได้มากกว่ากัน







ผมก็ได้ความคิดขึ้นมาตรงนั้น ว่าถ้าหากผมจะเลือกเส้นทางเดิน เป็นนักการเมืองในบ้านเมืองนี้ต่อไป ผมก็ควรจะเขียนหนังสือ เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาส่วนตัวของผมสักเล่ม

แต่มาคิดดูว่าหากจะเขียนเฉพาะเรื่องของตัวเองล้วน ๆ ก็เห็นจะไม่เข้าที ก็ในเมื่อตัวเองเกิดมา อายุอานามก็ไล่เลี่ยกันอยู่กับอายุของประชาธิปไตยเมืองไทย ทำไมไม่เขียนเล่าเรื่องการบ้านการเมืองที่ตัวเองเคยรู้เคยเห็นมาให้ผู้คนได้อ่านกัน

คิดอย่างนั้นแล้วผมก็คิดถึงชื่อหนังสือเล่มใหม่ว่าควรจะใช้ชื่อยังไงมันถึงจะเป็นกลาง ๆ ระหว่างการเมืองกับเรื่องชีวิตของผมที่พัวพันกันอยู่กับการเมืองมาพอสมควร


คนที่คิดเป็น เขียนเป็น ขับรถเป็น ก็ควรจะบริหารบ้านเมืองเป็น




การเมืองเรื่องตัณหา
โดย สมัคร สุนทรเวช
พิมพ์ครั้งที่ 1 : มีนาคม พ.ศ. 2521
พิมพ์ครั้งที่ 2 : มีนาคม พ.ศ. 2551
พิมพ์ที่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
จัดจำหน่ายโดย บริษัท อมรินทร์บุ๊กเซ็นเตอร์ จำกัด
http://www.naiin.com
ISBN 978-974-9898-87-1
159 บาท
368 หน้า

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ผมเคยเห็น สมัยสนามหลวง ยังขายหนังสือเก่า (ฉบับเก่า)

แต่ไม่ได้ซื้อมาอ่าน คุณสมัครน่าจะเขียนได้ดี
เพราะแก เคยทำหนังสือพิมพ์เดลิมิเรอร์ อยู่
ช่วงหนึ่ง

โดยส่วนตัว แม้แต่ก่อนเคยชอบอยู่บ้าง เพราะแกพูดเก่งหรือเปล่า

แต่ตอนนี้ ผมไม่ศรัทธาแกแล้ว......

#1  by  tiew@fine At 2008-04-26 21:05, 

<< Home


Plin, :-p
View full profile