Entry นี้ ก็ขอต่อจากคราวก่อน ที่เล่าเรื่องแมววัดเอาไว้ น่ารักนะ click ไปดูสิ น้องเค้าไม่กัดหรอก

พวกเรามาถึงวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ กันตั้งแต่วันที่ 28 กรกฏาคม พ.ศ. 2550 แล้ว ส่วนงานบุญที่จะไปร่วมนั้น เป็นวันรุ่งขึ้น

หลังจากที่รับประทานอาหาร อาบน้ำอาบท่ากันแล้ว พวกเราก็พักผ่อนนอนหลับกันที่วัดเขาศาลาฯ นี่ล่ะคืนนึง พอดีว่าคืนนั้นฝนตก กอร์ปกับอากาศบนภูเขาค่อนข้างเย็น ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาตอนเช้าวันที่ 29 ก็เลยเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไปเสีย
ยิ่งข้าพเจ้าเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังอยู่แล้วด้วย ก็เลยไปกันใหญ่เลย คือ เสียงมันขึ้นจมูก อู้อี้ คนอื่นฟังแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง (ปกติก็พูดไม่ค่อยเข้าหูคนอยู่แล้วด้วยน่ะสิ)


เช้าวันนั้น ข้าพเจ้าเดินเล่นอยู่ภายในวัด แล้วไปเห็นป้ายชี้ทางว่า "รอยพระพุทธบาท 300 ม. =>" ก็อยากจะไปเยือนสักหน่อย ข้าพเจ้าเลยตรงเข้าไปชักชวนบุพการีทันที ปรากฏว่า บิดาของข้าพเจ้านั้น ท่านไม่อยากเดิน เพราะว่ามันไกล ตั้ง 300 เมตรแน่ะ

ส่วนมารดาของข้าพเจ้านั้น ท่านเคยมาวัดนี้แล้ว แต่ยังไม่เคยไปนมัสการรอยพระพุทธบาท ก็เลยจะไปด้วย แต่พอมาเห็นทางที่จะไปแล้วก็รู้สึกกลัว ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะเดี๋ยวจะหลงป่ากันเสียก่อนที่จะไปถึง
โชคดีว่า มีน้องสองคนที่เคยไปมาแล้ว ขันอาสาจะเป็นไกด์นำทางให้

เอาล่ะสหายทุกท่าน ติดตามมารดาของข้าพเจ้าไปได้เลย ตอนนี้ท่าน (ชุดสีขาว) กับไกด์จำเป็น (ชุดสีน้ำเงิน) เดินไปไกลลิบ ๆ แล้ว ส่วนไกด์จำเป็นของเราอีกคนหนึ่ง (ชุดสีเขียว) เดินจ้ำอ้าว ๆ ไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ทางเดินค่อนข้างลำบากนิดเล็กน้อย เพราะพื้นแฉะ จากฝนที่ตกเมื่อคืน แถมมีต้นไม้ล้มขวางทางเป็นระยะอีกด้วย


แต่อุปสรรคแค่นี้ ขัดขวางพวกเราไม่ได้หรอก ดูมารดาของข้าพเจ้าเสียก่อน ความสูงแค่นี้เหรอ.. สบายมาก


ไม่รู้ว่าล้มมากี่วันแล้ว แต่คงไม่น่าจะเป็นเมื่อคืน เพราะฝนตกไม่หนัก แล้วลมก็ไม่ได้แรงเท่าไหร่นัก แต่เอ... หรือว่าแรง เพียงแต่ข้าพเจ้าอาจจะหลับไม่รู้เรื่อง


พวกเราก็ปีน ๆ ป่าย ๆ กันไปไม่นานก็มาถึงจนได้ ที่ปลายทางนั้นจะเห็นว่ามีก้อนหินขนาดใหญ่วางซ้อนกันอยู่

ไม่น่าเชื่อว่า กลางป่าบนภูเขา จะมีก้อนหินมาวางซ้อนกันอยู่อย่างนี้ โดยหินก้อนล่างเป็นฐานให้หินก้อนบน (ตอนนี้คุณไกด์จำเป็นปีนขึ้นไปข้างบนแล้ว)

พอเดินมาดูใกล้ ๆ จะเห็นว่าหินก้อนข้างบน ลักษณะจะดูเป็นแผ่นหินมากกว่า และเหมือนว่ามีการนำไม้มาค้ำยันไว้โดยรอบด้วย


เดินไปรอบ ๆ ก็จะเห็นว่า มีคนนำบันไดเหล็กมาวางพาดเอาไว้ แต่ดูไม่ค่อยแข็งแรงเล้ย ดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่


ปรากฏว่า พอปีนขึ้นไป ก็เห็นว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่บนแผ่นหินนี่เอง
ทางปลายด้านหนึ่งของรอยพระพุทธบาทมีน้ำขังอยู่ เพราะว่าฝนตกเมื่อคืน
อันที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าเสียค่อนข้างเสียดาย (ค่อนข้างมาก) เพราะน้ำที่ขังนี่เอง ทำให้มองไม่เห็นลวดลายที่ปลายด้านนี้


ส่วนที่ปลายอีกด้านหนึ่ง มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่


ที่เสียดายอีกเรื่องคือ แดดไม่ค่อยมี แล้วกล้องของข้าพเจ้าก็รุ่นเก่า ภาพเลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

ข้าพเจ้าลองนึกดูว่า สมมติว่าข้าพเจ้าเดินเล่นมาเรื่อย ๆ แล้วมาเจอก้อนหินวางซ้อนกันอยู่แบบนี้เป็นคนแรก ข้าพเจ้าจะปีนขึ้นไปหรือเปล่า
ถ้าหากไม่มีใครปีนขึ้นไป ก็คงไม่มีใครทราบว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่ข้างบน 

ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า มีหน่วยงานไหนมาทำการศึกษารอยพระพุทธบาท ที่วัดเขาศาลาฯ แล้วหรือยัง
ก่อนกลับ คุณไกด์จำเป็นแนะนำให้พวกเราหากิ่งไม้มาค้ำยันแผ่นหินบ้าง สงสัยว่า ไม้ที่เห็นอยู่มากมายเหล่านี้ คงถูกนำมาวางไว้โดยอีกหลายคนที่เคยมาถึงที่นี่ก่อนพวกเรา
น่าจะเป็นสัญลักษณ์ ที่แสดงถึงการค้ำจุนพระพุทธศาสนากระมัง

หมายเหตุ
เพลงที่ข้าพเจ้าใช้ประกอบ VDO นี้ มีชื่อว่า Om Mani Padme Hung ของ Sina Vodjani ชื่อของเพลงนั้น เป็นคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ของพุทธวัชรยาน
เสียงขับร้องของหญิงสาวและเสียงสวดบริกรรมที่ได้ยินในเพลง ก็คือคาถา Om Mani Padme Hung บทนี้นั่นเอง ถ้าเขียนแบบไทยก็จะได้ว่า "โอม มณี ปัทเม หุม" (แปลเป็นไทยง่าย ๆ คือ โอ้ ดวงมณีในดอกบัว)
ส่วนความหมายที่แท้จริงของคาถานั้น ลึกซึ้งมาก และมีคำอธิบายมากมายหลายแบบ จากหลายสำนัก ซึ่งก็จะสอนต่าง ๆ กันไป จึงขอไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้
เพราะข้าพเจ้าเอง ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน


(ตัวอักษรทิเบตของคาถา "โอม มณี ปัทเม หุม" จาก wikipedia)
edit @ 19 May 2008 12:46:56 by Plin, :-p
edit @ 19 May 2008 21:27:39 by Plin, :-p