Books



A History of Reading ของ Alberto Manguel หรือ ในชื่อภาษาไทยคือ "โลกในมือนักอ่าน" แปลโดย กษมา สัตยาหุรักษ์

เมื่อเห็นชื่อภาษาอังกฤษของหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจชวนให้คุณ ๆ ท่าน ๆ คิดไปว่า นี่คือ ตำราประวัติศาสตร์ (อีกเล่มหนึ่ง) หรือเปล่า และยังชวนให้พวกเราสงสัยอีกด้วยว่า การอ่านนี้ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน จนกระทั่งสามารถแต่งเป็นตำราได้เลยหรือ

ทว่า หนังสือเล่มนี้..ไม่ใช่ตำรา แม้จะเต็มไปด้วยข้อมูล และก็ไม่ได้เป็นหนังสือแนวประวัติศาสตร์เสียทีเดียวนัก แม้จะเต็มไปด้วยการอ้างเอาเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายเหตุการณ์ในอดีต รวมถึงมีการยกเอายุคสมัย ช่วงเวลา และ การอ้างอิงจุดเวลา แต่หนังสือเล่มนี้ ก็ไม่เหมือนหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป

จะว่าไปแล้ว หนังสือเล่มนี้ เป็นเหมือนอนุทิน ที่บันทึกเรื่องราว และความคิดเห็น ของตัวผู้แต่งเองเสียมากกว่า แม้ว่าจะมีข้อมูลประกอบอยู่ด้วยค่อนข้างมากก็ตาม

ด้วยความที่เขาเป็นนักอ่านตัวยง ผู้แต่งก็ได้ซึมซับเรื่องราวมากมาย ที่ได้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ จากข้อความที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือเล่มต่าง ๆที่เขาอ่านนั้นเอง

จนเขาได้ข้อสรุปที่เป็นทฤษฎีส่วนตัวว่า "ผมค้นพบว่าการอ่านนั้นเกิดขึ้นก่อนการเขียน" !!!

แน่นอนว่า สหายความคิดหลายท่าน คงจะแปลกใจ ด้วยว่าถ้าคิดตามสามัญสำนึกแล้ว การเขียนก็น่าจะเกิดขึ้นก่อนการอ่าน ผมลองถามเพื่อน ๆ ผมหลายคน ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ตอบผมว่า การอ่านนั้นเกิดขึ้นก่อนการเขียน

เอ หรือว่ามี สหายความคิด บางท่าน คิดตั้งแต่แรกแล้วว่า การอ่านนั้นเกิดก่อน


เรามาอ่านข้อความตอนหนึ่งในส่วนคำนำของหนังสือกันสักเล็กน้อยนะครับ (แปลโดย คุณกษมา สัตยาหุรักษ์)

"...ผมคาดว่าตัวเองสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการเขียน แต่ไม่คิดว่าผมจะอยู่ได้โดยปราศจากการอ่าน ผมค้นพบว่าการอ่านเกิดก่อนการเขียน สังคมหนึ่งสามารถดำรงอยู่หลายสังคมด้วยซ้ำที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่มีการเขียน แต่ไม่มีสังคมใดเลยที่อยู่ได้โดยปราศจาการอ่าน ตามความเห็นของนักชาติพันธุ์วิทยา ฟิลลิป เดสโกลา สังคมที่ไม่มีการเขียนจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเวลาว่าเป็นเส้นตรง ส่วนสังคมที่มีทั้งการอ่านและการเขียน ความรู้สึกเรื่องเวลาจะทวีคูณขึ้น โดยทั้งสองสังคมนี้ จะเคลื่อนไหวแตกต่างกัน แต่จะมีความซับซ้อนเรื่องเวลาเท่าเทียมกัน โดยการอ่านสัญญะหลากหลายที่โลกเสนอให้ แม้กระทั่งในสังคมที่มีระบบการบันทึกถึงอดีตที่ผ่านมา การอ่านก็ยังเกิดล่วงหน้าการเขียน นักอยากเขียนทั้งหลายต้องสามารถจดจำและถอดรหัสระบบสัญญะของสังคมก่อนที่จะจัดระบบเหล่านั้นลงบนแผ่นกระดาษ ..."

นั่นก็เป็นเหตุผลและวิธีคิดของคุณ Alberto Manguel เขานะครับ เชื่อว่าหลายท่านคงไม่เห็นด้วย เพราะถ้าลองคิดเอาง่าย ๆ ตามสามัญสำนึก ถ้าหากไม่มีข้อความให้อ่าน จะอ่านได้อย่างไร และในเมื่อข้อความนั้น ก็ต้องถูกเขียนก่อน (จึงจะมีให้อ่าน) แม้ในประวัติศาสตร์ของคนถ้ำ ก็ยังมีการวาดภาพเป็นสัญลักษณ์ การวาดก็น่าจะนับเป็นการเขียนได้เช่นกัน ซึ่งก็น่าจะเกิดก่อนการอ่าน

ทว่า โดยปกติ ผมมักจะพยายามถอดรหัส และมองลึกลงไปให้ได้ว่า ที่แท้แล้วคนที่เขียนบทความ หรือ หนังสือนั้น เขามีเหตุผลแบบใดกันแน่ ซึ่งถ้าพิจารณาเหตุผลของคุณผู้แต่งอีกทีแล้ว บางทีคุณ Alberto Manuel อาจจะคิดแบบนี้ก็ได้....

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ไม่มีทั้งการอ่าน และ ภาษาเขียน ดูนะครับ... เด็กคนหนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นมา เวลาที่เขาลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกนั้น สิ่งที่เขาเห็นก็คือภาพต่าง ๆ แต่ไม่รู้ความหมาย ไม่รู้จะเรียกยังไง แม้เห็นคนยิ้มให้ก็อาจไม่รู้ด้วยว่านั่นคือการยิ้ม

ดังนั้นเด็กคนนั้น ต้องพยายามจดจำภาพต่าง ๆ จดจำการแสดงความรักของพ่อแม่ จดจำสีหน้า จดจำภาพต่าง ๆ ไว้ และนั่นก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการ "อ่าน" เมื่อได้จดจำสัญลักษณ์ทางสีหน้าได้บ้างแล้ว เป็นการอ่านสีหน้าและอารมณ์

เมื่อโตขึ้น เห็นวัว เห็น ควายที่แม่เลี้ยง (สถานการณ์แบบยุคหินหน่อยนะครับ) ก็ต้องจดจำ ในที่สุดก็รู้ว่าเรียกว่าอะไร โดยที่การจะนึกให้ออกนั้น ก็ต้องจำส่วนโค้งเว้าที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นการวาดจิตรกรรมฝาผนังในยุคแรกของโลกนั้น ก็น่าจะเกิดจากการอ่าน ภาพจากวัตถุจริง (วัว ควาย) ให้เห็นถึง ส่วนโค้งเว้าอันเป็นเอกลักษณ์ อ่านจนจดจำได้ จึงเขียนภาพออกมา เป็นอักษรภาพยุคแรก

อืม ผมเชื่อเหลือเกินว่า ผู้แต่งหนังสือ ต้องใช้เหตุผลแบบนี้ในการตอบคำถามที่อาจจะถามเข้ามาว่า... การเขียนน่าจะนับได้ ตั้งแต่มีการวาดภาพ ก่อนจะมีตัวอักขระเสียอีกมิใช่หรือ ดังนั้นการวาดหรือเขียน น่าจะมีมาก่อนหรือเปล่า

นั่นก็คือ เป็นการให้ความหมายของการอ่านที่กว้างมากเหลือเกิน แต่ก็เป็นความจริงว่า การกระทำต่าง ๆ นั้น โดยในภาษาของเราแล้ว เราใช้คำว่าอ่านทั้งสิ้น เช่นว่า การอ่านสีหน้า อ่านท่าทาง อ่านลายมือ อ่านความคิด เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้ มีการยกข้อความสั้นบ้างยาวบ้าง จากบทประพันธ์ในอดีต ตั้งแต่ที่มีอายุไม่กี่สิบปี ไปจนถึงเล่มที่เขียนในสมัยยุคก่อนคริสตกาลเลยทีเดียว

ผมเห็นใจคุณผู้แปลอย่างมากครับ เพราะอ่านดูแล้ว เห็นได้ว่าหนังสือเล่มนี้แปลได้ยากเหลือเกิน นอกจากจะต้องแปลหนังสือที่ผู้เขียน เขียนไว้เป็นพรรณาโวหารทั้งเล่มแล้ว ยังจะต้องแปลบทกวี ข้อความต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกมา ให้ได้อรรถรสอีกด้วย

ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า หนังสือเล่านี้อ่านค่อนข้างยากพอสมควร ควรอ่านในที่ ๆ สงบ มีสมาธิ และค่อย ๆย่อยทุกข้อความที่อ่าน ถ้าหากไม่มีจินตนาการมากพอ หรือไม่คุ้นเคยกับภาษาที่เป็นวรรณศิลป์แล้ว อาจคิดตามไม่ทันเลยทีเดียว

หนังสือเล่มนี้จะพาท่านท่องไปยังโลกของนักอ่าน ให้ท่านเห็นพลังอำนาจแห่งการอ่าน รูปแบบของการอ่านที่สามารถจะหาร่องรอยได้จากการเขียนบันทึกในประวัติศาสตร์ และยังมีเกร็ดย่อย ๆ และข้อความต่าง ๆ ซึ่งได้ถูกหยิบยกมาประกอบบทความ จากหนังสือหายากเป็นร้อย ๆ เล่ม

ก่อนจะจบการแนะนำหนังสือเล่มนี้ ผมขอยกข้อความอีกสักตอนหนึ่ง เป็นข้อความหลังจากที่ Alberto Manguel ได้ยกภาพเขียนหลายภาพ ซึ่งเป็นรูปบุคคลต่าง ๆ กำลังอ่านหนังสือด้วยอิริยาบถที่ต่าง ๆ กัน

"...คนเหล่านี้คือนักอ่านด้วยท่าทาง ด้วยความชำนาญ ด้วยความเพลิดเพลิน ด้วยอำนาจและความรับผิดชอบที่สืบเนื่องจากการอ่านเช่นเดียวกับที่ผมได้รับ

ผมจึงไม่ได้อยู่ตามลำพัง..."

edit @ 2007/04/28 15:39:02



ประวัติศาสตร์ ปกปิด ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
รัฐปัตตานี ใน ศรีวิชัย
เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์


ประมวลภาพเสด็จพระราชดำเนินเมืองปัตตานี ของ
รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7

ประชุมงานค้นคว้าและวิจัยทางวิชาการ ของ
ศรีจักร วัลลิโภดม, ประพนธ์ เรืองณรงค์, รัตติยา สาและ, ปรามินทร์ เครือทอง
และบทนำเกียรติยศของ ธงชัย วินิจจะกูล
สุจิตต์ วงษ์เทศ : บรรณาธิการ



(จากปกหน้า)





(ส่วนนี้เป็นบทนำต่อข้อเขียนแนะนำหนังสือชิ้นนี้ โดยข้าพเจ้าเอง ไม่เกี่ยวกับหนังสือ ถ้าอยากรู้เรื่องหนังสือ ข้ามไปในส่วนแนะนำหน้งสือเลยครับ)



ปตานี ดารุสสะลาม... มีใครเคยได้ยินชื่อนี้บ้าง

ในพุทธศตวรรษที่ 22 หรือประมาณ 300 - 400 ปีมาแล้ว ปตานี(กรือเซะ)ได้รับสมญานามว่า เป็นเมืองท่าพี่น้องกับเมืองฮิราโดะ ประเทศญี่ปุ่น... มีใครเคยทราบหรือเปล่า

แล้วเรื่องที่ว่า ก่อนหน้านี้ปัตตานีเป็นรัฐอิสระ มีเอกราช เป็นอีกประเทศหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นต่อสยามแต่อย่างใด เคยทราบมาก่อนหรือไม่ ว่า.. ปัตตานีเพิ่งถูกตีแตก และแยกเป็น 7 หัวเมืองในสมัยรัชกาลที่ 1 และเพิ่งจะผนวกเข้ากับไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง โดยดินดินแดนส่วนหนึ่งตกเป็นของอังกฤษ และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

ถ้าท่านรับทราบประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่เพียงจากการอ่านตำราที่มีสอนในโรงเรียนเท่านั้น ท่านก็ไม่น่าจะเคยได้ยินมาก่อน รวมถึงอาจจะไม่เคยรู้สึกเลยก็ได้ว่า แท้จริงแล้วนอกจากปัตตานีที่เคยเป็นเอกราชมาก่อนนั้น อณาจักรล้านนาในอดีตก็ไม่ใช่สยามด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ก็คงต้องดูว่านโยบายในการสร้างชาติของผู้ปกครองในขณะนั้น รวมถึงภาวะการเมืองภายในและระหว่างประเทศเป็นเช่นไร ทำไม... ถึงได้มีตำราประวัติศาสตร์ที่ ปกปิด สาระสำคัญ หรือ ข้อเท็จจริงบางอย่างเอาไว้

แม้ในอดีตภาคเหนือจะยังมีความัดแย้งกับรัฐบาลกลางในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ปัจจุบันนี้ทั้งหมดนั้น ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไทยอย่างสมบูรณ์ วัฒนธรรมผสมผสานจนคนที่ไม่รู้เรื่อง นึกว่าวัฒนธรรมภาคเหนือบางอย่างเป็นของภาคกลางด้วยซ้ำ การทำให้ล้านนาเป็นไทยนั้นดูเหมือนจะสำเร็จไปด้วยดี ตอนนี้มารื้อฟื้นเรื่องราวในอดีตว่าอยุธยากับเชียงใหม่เคยรบกันอย่างไรนั้น (เช่นในหนังเรื่องสุริโยทัยก็มีฉากดังกล่าวให้เห็นด้วย) ก็ไม่ได้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด

อาจเป็นเพราะ ชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม มีความใกล้เคียงกันในระดับหนึ่ง

ตรรกะแบบเดียวกันนี้ คือ (ในมุมมองของภาคกลาง) การ ปกปิด ว่า เขา (คนปัตตานี) เป็นคนต่างชาติ และในขณะเดียวกันก็ทำให้เขา (คนปัตตานี) เป็นเรานั้น ดูเหมือนจะใช้กับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แทบจะไม่ได้เลย เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาก็ยังรู้สึกว่าเป็นเขา ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเราขึ้นมาสักเท่าใด

เป็นความจริงว่าทั้งชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม ระหว่างสยามกับปัตตานี้นั้น แตกต่างกันอย่างมาก ไม่อาจจะทำให้กลมกลืนกันได้อย่างสนิทเลย ดังนั้น การทำให้คนมลายูปัตตานีเป็นคนไทย (แล้วปกปิดประวัติศาสตร์เอาไว้) นั้นจึงทำไม่สำเร็จ

แต่กลับทำให้มีการต่อต้าน สะสมความแค้น มากขึ้นเรื่อย ๆ จน... ระเบิด

ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เป็นการทำให้มีการแตกแยกแต่อย่างใด เพราะที่ถูกแล้ว การยอมรับความแตกต่าง และเคารพในเอกลักษณ์ของกันและกัน โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงต่างหากเล่า จึงจะเป็นการลดความแตกแยก ที่เกิดจากการบาดหมางทางจิตใจ ลงได้



(แนะนำหนังสือ)



หนังสือเล่มนี้ชื่อยาวมาก อ่านแต่ละประโยคแล้วก็ชวนให้สงสัยว่า อะไรหรือที่ปกปิด และจริงหรือที่ว่าเก่าแก่กว่าสุโขทัย ถ้าใครดูเพียงปกแล้วไม่หยิบอ่าน อาจคิดไป (พร้อมกับเข้าใจผิด ๆ ไป) ว่า ปัตตานีเป็น "รัฐอิสลาม" มาก่อนที่จะเกิดอณาจักรสุโขทัย

ซึ่งไม่ใช่แบบนั้นครับ

หนังสือเล่มนี้พยายามชี้ให้เห็นว่า การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทยในปัจจุบันนั้น เป็นการรับใช้อุดมการณ์ทางการเมืองในอดีต นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นการศึกษาที่ตั้งกรอบไว้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่พบใหม่ ๆ ด้วย

กล่าวคือ ในตอนนี้เรารับรู้ว่าประเทศไทยมีขอบเขตเป็นรูปขวาน เราก็จะศึกษาประวัติศาสตร์โดยวางกรอบว่าในอดีตหลายร้อยปีมานี้ พื้นที่ขวานนี้เป็นไทยมาก่อน และประชากรที่อยู่ในขอบเขตนี้ก็จะต้องเป็นคนไทยด้วย ซึ่งที่จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้

นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยในอดีต ได้รับอิทธิพลจากนักวิชาการชาวต่างชาติหลายท่าน ซึ่งอาจจะไม่ได้คุ้นเคย หรือ ลึกซึ้งกับวัฒนธรรมในภูมิภาคแห่งนี้ ทำให้มีการตีความต่าง ๆ ผิดจากที่เป็นได้

ความจริงจึงอาจจะไม่ใช่แบบที่เราเรียน หรือ ถูกบอกต่อ ๆ มาเรื่อย ๆ ก็ได้

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวบรวมงานค้นคว้าและวิจัยทางวิชาการของนักวิชาการหลายท่าน เพื่อชี้ว่า (จากหลักฐานที่พบในปัจจุบันนั้น) ในอดีตมีรัฐ ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นสมาชิกของสหพันธรัฐศรีวิชัย มีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 11 12 (ก็คือมากกว่าพันปีมาแล้ว ในขณะที่ลายสือไทยที่เชื่อว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแห่งนั้นอายุประมาณ 700 ปี) รัฐที่ว่านี้แต่เดิมนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ต่อมาก็กลายเป็นรัฐอิสลามเมื่อราว 500 ปีก่อน และในที่สุดก็แตกสลายลงถูกผนวกเข้ากับสยาม (และบางส่วนเข้ากับมาเลเซีย) ประมาณร้อยกว่าปีมานี้เอง

รัฐที่ว่านี้คือรัฐปัตตานีในอดีต จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสเคยเป็นรัฐเดียวกันมาก่อน

แม้หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2547 แต่บทความในหนังสือเล่มนี้หลายบท ถูกเขียนขึ้นก่อนหน้านานแล้ว และเขียนโดยนักวิชาการหลายท่าน ทางบรรณาธิการได้นำมารวบรวมไว้เข้าเป็นเล่ม ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว หนังสือหนากว่า 350 หน้าเล่มนี้ มีเนื่อหาที่ซ้ำกันหลายจุดทีเดียว ถ้าหากเรียบเรียงเขียนใหม่ อาจทำให้ได้หนังสือที่เนื้อหากระชับมากกว่านี้

เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็น 4 ตอนใหญ่ ๆ ส่วนแรกเป็นบทนำ ส่วนต่อมาเป็นการแสดงและอ้างอิงหลักฐานทางโบราณคดีว่ามีรัฐโบราณเกิดขึ้นในคาบสมุทรนี้มานานมากแล้ว ส่วนที่สามเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัตตานีในสมัยที่นับถือศาสนาอิสลามแล้ว และส่วนสุดท้ายเป็นภาคผนวก

ดังที่กล่าวไว้แล้ว่า เนื้อหาหลายตอนซ้ำกันอย่างมาก และยิ่งถ้าท่านไม่ได้มีความสนใจในเชิงหลักฐานทางโบราณคดีแล้วล่ะก็ เพื่อไม่ให้เสียในการอ่านมากนัก ข้าพเจ้าขออนุญาติแนะนำให้ท่านอ่านเพียงไม่กี่บท เพื่อให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคนี้ ซึ่งไม่ใคร่ได้มีการเปิดเผยให้รับทราบในวงกว้างเท่าใดนัก และเข้าใจพื้นฐานทางวัฒนธรรมของปัตตานีได้ดียิ่งขึ้น

    บทที่แนะนำให้อ่านคือ

  • คำนำบรรณาธิการ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
  • เรื่องเล่าจากชายแดน โดย ธงชัย วินิจจะกูล
  • ปตานี ดารุสสะลาม (มลายู-อิสลาม ปตานี) สู่ความเป็น จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดย รัตติยา สาและ
  • พญาตานี ปืนใหญ่ใส่อดีตอันรุ่งเรืองของกษัตริยาแห่งปัตตานี โดย ปรามินทร์ เครือทอง


อยากให้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ลงไปในพื้นที่ ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่า การเข้าใจพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรมนั้น จะทำให้การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ได้ตรงจุด และเข้าใจ เขา มากยิ่งขึ้น






ตามตำราประวัติศาสตร์ไทยที่ใช้เรียน-สอนกันในโรงเรียนทั่วประเทศฯมาช้านาน บอกว่าคนไทย "อพยพ" มาจากที่อื่นทางทิศเหนือ แล้วตั้งสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก เมื่อราว พ.ศ. 1800 ก็แสดงว่า "คนไทย" ไม่ใช่เจ้าของดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้ แต่เป็น "แขก" แปลกหน้าเพิ่งอพยพเข้ามาเมื่อราว พ.ศ. 1800 แล้วรุกรานขับไล่เจ้าของดินแดนที่แท้จริงให้ไปอยู่ที่อื่น

แล้วใครล่ะเป็นเจ้าของ? ใครเป็นคนดั้งเดิมที่อยู่ดินแดนนี้ก่อน

หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นพยานหลักฐานที่เป็นคนตอบทั้งหมด แล้วยังเตือนล่วงหน้า ว่า

ไฟใต้อาจดับชั่วคราว แต่ "อำนาจ" แท้จริงยังครอบงำอยู่ ย่อมเกิดไฟใต้ได้อีกเสมอ นั่นคือ "ประวัติศาสตร์ไทย" หนทางที่จะทำให้ไฟใต้ดับได้ค่อนข้างถาวรและยั่งยืน ก็ต้องดับไฟ "ประวัติศาสตร์ไทย" ที่ล้าหลังคลั่งชาติดูแคลนคนอื่น

(จากปกหลัง)





รัฐปัตตานี ใน "ศรีวิชัย" เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์
สุจิตต์ วงษ์เทศ : บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์มติชน
พิมพ์ครั้งแรก : เมษายน 2547
ISBN 974-323-183-8


(ส่วนนี้เป็นบทนำ ส่วนแนะนำหนังสืออยู่ด้านล่าง)


หลังจากที่ได้แนะนำ 'สหายความคิด' ให้รู้จักกับหนังสือหนัก ๆ ไปในคราวก่อน วันนี้.. เราจะมาเปิดการ์ตูนอ่านกันบ้าง

ตัวละครเอกในการ์ตูนชุดนี้ เชื่อว่า.. ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เขาอาจจะเคยเป็น hero ในใจของสหาย ในสมัยที่สหายยังเป็นเด็ก ตอนนั้น ใครบางคนอาจจะจินตนาการไว้ว่า สักวันหนึ่งเมื่อเราเปิดลิ้นชัก เขาจะเดินทางผ่านกาลเวลา มาหา เอาของวิเศษออกมาเล่นกัน

เขาคือ Doraemon

แม้อาจารย์ ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ผู้สรรค์สร้างการ์ตูนชุดนี้ จะจากพวกเราไปนานแล้ว แต่ว่าเสน่ห์ของ Doraemon ก็ยังไม่จางไปจากใจผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ แถมยังแพร่จากรุ่นสู่รุ่น จนเข้าไปนั่งอยู่ในจิตใจลูก ๆ หลาน ๆ ของเราต่อด้วย

ทั้งนี้เพราะการ์ตูนชุด Doraemon เต็มไปด้วยเรื่องราวของมิตรภาพ รอยยิ้ม การมองโลกในแง่ดี ผู้เขียนพยายามสอดแทรกข้อคิด ความรู้ และถ่ายทอดจิตสำนึกในเรื่องต่าง ๆ ผ่านจินตนาการอันไม่สิ้นสุด พร้อมที่จะส่งต่อความคิดเหล่านั้นให้ผู้อ่านได้เก็บเป็นแรงบันดาลใจในอนาคตต่อไป

ดังจะเห็นว่า นอกจากจะมีหนังสือรวม Doaemon ตอนเก่า ๆ แล้ว ก็ยังมีภาคพิเศษ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากนักเขียนการ์ตูนรุ่นใหม่ ๆ ผู้ที่พร้อมจะถ่ายทอดจินตนาการของพวกเขา สู่ผู้อ่านรุ่นต่อไป


ทำยังไงนะ ทุกคนจึงจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข?
ทำยังไงนะ ทุกคนจึงจะพูดคุยยิ้มหัวกันได้อย่างสนุกสนาน?

(จากปกใน)

(แนะนำหนังสือ)


DORAEMON Wheel Chair

หนังสือเล่มนี้จัดทำครั้งแรกเป็นภาษาญี่ปุ่นโดยมูลนิธิเคียวโยฮิน โดยมีจุดประสงค์ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของ "มนุษย์ล้อ" หรือผู้ที่ใช้ Wheel Chair ในการดำเนินชีวิต ให้ผู้อ่านทั่วไปได้รับทราบปัญหา ความไม่สะดวกในการดำเนินชีวิต ที่ไม่สามารถใช้สาธารณูปโภคพื้นฐานบางอย่าง ร่วมกับประชาชนทั่วไปได้

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการจุดประกายให้มีความรู้สึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา เกิดแนวคิด สำนึกร่วมสังคม และไม่ก่อให้เกิดความพิการขึ้นในระบบ กล่าวคือสังคมที่พัฒนาแล้ว จะมีสำนึกที่จะไม่ทำให้ความพิการทางร่างเป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันได้

มีแต่สังคมด้อยพัฒนาเท่านั้น ที่ไม่สามารถลดช่องว่างความไม่เสมอภาคเหล่านี้ เพราะมันไม่เคยเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกของคนส่วนใหญ่



หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรก เป็นเรื่องราวของโฮะคุโตะคุง เด็กนักเรียนชั้นประถมซึ่งต้องนั่งรถ wheel chair ตลอด เราจะไปดูกันว่าโฮะคุโตะคุงจะเล่นกับเพื่อน ๆ ได้อย่างไรบ้าง



ส่วนทีสอง เป็นเรื่องราวของ "มนุษย์ล้อ" ในประเทศไทย มีบทสัมภาษณ์ "มนุษย์ล้อ" หลายท่านเช่น คุณกฤษณะ ไชยรัตน์ ผู้ซึ่งเป็นคนข่าวคุณภาพคนหนึ่ง (คำว่ามนุษย์ล้อนี่ ดูเหมือนว่าจะเป็นคำของคุณกฤษณะเช่นกัน)



ส่วนที่สาม เป็น Doraemon ตอนพิเศษ เขียนเรื่องโดย ทะขิดะ โยะชิฮิโระ และวาดภาพโดย ซาโต้ ฮิคะรุ ชื่อภาษาไทยของตอนนี้คือ วีลแชร์เหินฟ้าของโดราเอมอน เป็นที่มาของชื่อหนังสือ DORAEMON Wheel Chair ด้วย



ส่วนสุดท้ายเป็นการแนะนำ wheel chair ในมิติต่าง ๆ เช่น วิธีการช่วยเข็น วิธีการพับและกาง wheel chair รวมถึงผลสำรวจความคิดของ "มนุษย์ล้อ" ในประเทศญี่ปุ่นต่อการดำเนินชีวิตในสังคมว่า ไม่สะดวกอย่างไรบ้าง

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า จุดประสงค์ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ก็คือ การถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ที่ใช้ wheel chair ให้คนทั่วไปได้รับทราบ ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ "สังคมน่าอยู่สำหรับทุกคน" (สำนวนที่เน้นนี้ เอามาจากในหนังสือ)



ทางคณะผู้จัดทำได้เขียนสรุป ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า
จริง ๆ แล้ว สาเหตุ และระดับความพิการของผู้ที่ใช้วีลแชร์นั้น แตกต่างกันออกไป จึงเป็นเรื่องยากที่ท่านผู้อ่านจะสามารถทำความเข้าใจได้ในทันที

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น คราวนี้เริ่มจากรับทราบปัญหาก่อน...

แล้วถามตัวเองว่า พอจะช่วยอะไรได้บ้าง...

(จากหน้า 126)



ครับ เรามาสร้างสังคมน่าอยู่สำหรับทุกคนกันเถอะ



DORAEMON WHEEL CHAIR
พิมพ์ครั้งที่ 1 : 24 พฤศจิกายน 2549
บริษัท เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด
ผู้แปล ดร. ฤทัยวรรณ เกษสกุล
ISBN 974-9989-68-6





Plin, :-p
View full profile