Books

2009/Feb/15

issue-25-design-01

 

  

 

ก้าว..รอ..ก้าว (ปีสอง)
บ้านหนอนออนไลน์แมกกาซีน
http://kaawrowkaw2.wordpress.com
kaawrowkaw@hotmail.com

สำนักหนอนสนทนา
http://www.winbookclub.com
 

 

 

  

 

 

 

.

2008/May/25




ด้วงแรงบันดาลใจจากตำนานยิ่งใหญ่
กลายเป็นรวมเรื่องสั้นเข้มข้นจากมติชนสุดสัปดาห์
โดยนักเขียน “สามก๊ก ฉบับคนกันเอง”

(ปกหน้า)



ข้าพเจ้าติดตาม สามก๊กฉบับคนกันเอง ของคุณเอื้อ อัญชลี มาตั้งแต่ยังเป็นคอลัมน์ในมติชนสุดสัปดาห์ จนกระทั่งเป็นฉบับรวมเล่ม ทั้งภาคหนึ่งและภาคสอง อันที่จริงข้าพเจ้ารอรวมเล่มภาคสามอยู่ แต่ยังไม่เห็นว่าจะวางแผงสักที และเนื่องจากตั้งใจเอาไว้ว่า จะรออ่านฉบับรวมเล่ม ข้าพเจ้าก็เลยไม่ได้ตามอ่านในมติชนสุดสัปดาห์อีก

จนไม่ทราบว่าในช่วงปีที่ผ่านมา คอลัมน์นี้เขียนไปถึงไหนแล้ว

วันก่อนไปข้าพเจ้าไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือใกล้บ้าน ก็เหลือบไปเห็น “ขงเบ้งเจอคนบ้า” ยังไม่ทันพลิกดูว่าข้างในเป็นอย่างไร พอดีไปเห็นว่า เป็นหนังสือของคุณเอื้อ อัญชลี ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจซื้อทันที

จะว่าไปแล้วพฤติกรรมแบบนี้ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิด และคาดหวังไว้ อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ก็ได้ อ๊ะ ๆ อ่านถึงตรงนี้แล้ว สหายบางท่านอย่าเพิ่งคิดไปว่า ข้าพเจ้าอ่านแล้วเกิดผิดหวัง ก็เลยจะมาเขียนตัดพ้อหรือเปล่า

ขอยืนยันว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่



อย่างที่ได้บอกไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามอ่านจากมติชนสุดสัปดาห์มานาน จนไม่ทราบว่าผู้เขียนเปลี่ยนรูปแบบการเขียนไปหรือเปล่า ถ้าจำที่ข้าพเจ้าเคยพูดถึงสามก๊กฉบับคนกันเองทั้งสองภาคได้ ก็จะทราบว่า คุณเอื้อ อัญชลี มองว่า ตำนานสามก๊กฉบับนิยายที่มีผู้อ่านไปทั่วโลกนั้น ที่จริงแล้วถูกเขียนขึ้นโดยหลอกว้านจง (หรือ ล่อกวนตง) ในยุคปลายราชวงศ์หยวน ต้นราชวงศ์หมิง ซึ่งห่างจากสมัยสามก๊กประมาณหนึ่งพันปี จึงมีความเป็นไปได้ว่าสามก๊กฉบับนิยาย จะมีเหตุการณ์ในยุคสมัยของหลอกว้านจง ปะปนอยู่ด้วย ไม่มากก็น้อย

และเนื่องจากนิยายของกิมย้งเรื่องมังกรหยก มีเนื้อหาอิงประวัติศาสตร์ช่วงราชวงศ์หยวน ต่อ ราชวงศ์หมิง ดังนั้น เพื่อที่จะให้เข้าใจสามก๊ก “ฉบับนิยาย” ของหลอกว้านจง คุณเอื้อ อัญชลี จึงเขียน สามก๊กฉบับคนกันเอง โดยเทียบเคียง เปรียบเทียบ ตัวละครและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสามก๊ก กับ มังกรหยกทั้งสามภาค

บางครั้ง เวลาอ่านสามก๊กฉบับคนกันเอง ก็อาจนึกไปว่า กำลังอ่านบทวิเคราะห์มังกรหยกอยู่ก็เป็นได้ ซึ่งนั่นก็เป็นรูปแบบการเขียนอย่างหนึ่ง ของคุณเอื้อ อัญชลี



พอดี “ขงเบ้งเจอคนบ้า” เล่มนี้ ไม่ได้เป็นสามก๊กฉบับคนกันเอง ภาคสาม ข้าพเจ้าก็คิดว่า คุณเอื้อ อัญชลี คงไม่เขียนเล่มนี้แบบวิเคราะห์สามก๊ก-มังกรหยก ข้าพเจ้าก็เลยเดาเอาไว้ก่อนที่จะเริ่มอ่านว่า รวมเรื่องสั้นเล่มนี้น่าจะเป็นจินตนาการครั้งใหม่ของผู้เขียน โดยพยายามวิเคราะห์ นำเสนอ เรื่องราวเกี่ยวกับขงเบ้ง เมื่อต้องต่อสู้ หรือ ประลองปัญญา กับ ศัตรู ที่มี “ความบ้า” ในรูปแบบต่าง ๆ กัน คือเนื้อหาส่วนใหญ่ น่าจะเกี่ยวข้องกับชื่อของหนังสือบ้าง

ประเด็นที่ว่า หนังสือคงไม่ได้เต็มไปด้วยมังกรหยกนั้น ข้าพเจ้าเดาถูก ทว่า.. ข้าพเจ้าเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อหาของเล่ม



กล่าวคือ หนังสือเล่มนี้เป็น รวมเรื่องสั้น โดยหนังสือใช้ชื่อตาม เรื่องสั้นเรื่อง “ขงเบ้งเจอคนบ้า” ซึ่งเป็นเพียงเรื่องหนึ่ง จากจำนวน 24 เรื่องที่อยู่ในเล่ม ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงได้ตั้งชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ว่า “ขงเบ้งเจอคนบ้า” ด้วย เพราะข้าพเจ้าเองไม่คิดเลยว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องที่เด่นที่สุดภายในเล่ม

และที่สำคัญ ขงเบ้งปรากฏเป็นตัวละครหลัก หรือ ตัวประกอบ (หรือเพียงพูดถึงเฉย ๆ) อยู่ในเรื่องสั้นเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้น ไม่น่าจะตั้งชื่อหนังสือโดยใช้ว่าขงเบ้งด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มองเรื่องชื่อหนังสือแล้ว เรื่องสั้นแต่ละเรื่อง มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นการนำเอานิยายสามก๊ก มาเล่าใหม่ โดยใช้วิธีการนำเสนอในรูปแบบเรื่องสั้น ในแต่ละบท จึงมีตัวละครเพียงไม่กี่ตัว บางเรื่องก็มีตัวผู้เขียนอยู่ในเรื่องด้วย ดำเนินเรื่องในฉากเพียงไม่กี่ฉาก และ นำเสนอเพียง 1-2 ประเด็นเท่านั้น

เนื้อเรื่องอ้างอิงจากสามก๊กฉบับภาษาไทยของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นบรรทัดฐาน โดยไม่ได้เน้นความสมบูรณ์ของเหตุการณ์ที่จะเล่า หากแต่เน้นรายละเอียดของอารมณ์ที่อ่อนไหว ของตัวละครที่เป็นตัวเอก ในเรื่องสั้นนั้น ๆ ทำให้ผู้อ่านมองเห็นแง่มุมต่าง ๆ ของตัวละคร ซึ่งนอกจากจะทำให้เข้าใจได้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว บางที อาจจะมองตัวละครเหล่านั้น ด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิมอีกด้วย



เนื่องจากเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง ไม่ได้ท้าวความเดิม และไม่ได้เน้นรายละเอียดของเหตุการณ์มากนัก ทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าผู้อ่านรู้เรื่องสามก๊กมาบ้างแล้ว น่าจะทำให้อ่านเล่มนี้ ได้สนุกและเข้าใจเหตุการณ์ได้มากกว่า ผู้ที่ไม่เคยอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสั้นตอนนั้น ๆ มาก่อนเลย

แต่เพราะเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง ค่อนข้างเน้น อารมณ์ ความคิด ของตัวละคร ซึ่งความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ เป็นเรื่องสากล ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ตาม และด้วยความสามารถของผู้เขียนในการพรรรณาเรื่องราว ดังนั้น แม้ผู้อ่านจะไม่เข้าใจเรื่องราวที่เป็นพื้นฐานของแต่ละตอน ก็ยังสามารถที่จะเข้าถึง จิตใจของตัวละคร ได้โดยไม่ยากนัก

โดยสรุปแล้ว ข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบที่ตั้งชื่อหนังสือว่า “ขงเบ้งเจอคนบ้า” เท่าไหร่ เพราะไม่ใช่เนื้อหาหลักของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ส่วนเรื่องสั้นแต่ละเรื่องในหนังสือนั้น ข้าพเจ้าขอแนะนำให้สหายลองอ่านดู

เชื่อว่า เรื่องสั้นเหล่านี้ น่าจะกระตุ้นให้สหาย ได้คิดใคร่ครวญ จนได้ข้อสรุปอะไรบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต ไม่มากก็น้อย



ขงเบ้งเจอคนบ้า
โดย เอื้อ อัญชลี
พิมพ์ครั้งแรก : มีนาคม 2551
สำนักพิมพ์มติชน
www.matichonbook.com
ISBN 978-974-02-0123-6
204 หน้า
140 บาท




2008/May/17



ไอน์สไตน์พบ
พระพุทธเจ้าเห็น

ธรรมะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์
บางสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนแล้วนับพันปี

(จากปกหน้า)





ก่อนอื่น ข้าพเจ้าคงต้องขอชี้แจง ไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี มีความน่าสนใจในแง่ของ มุมมอง รูปแบบ และ วิธีการนำเสนอ ดังนั้นสหายไม่ต้องลังเลเลยที่จะหามาอ่าน แต่ที่ต้องขึ้นต้นไว้เช่นนี้ก็เพื่อกันความคิดเห็นของบางท่าน ที่อาจจะก่นด่าข้าพเจ้าก่อนจะ (ทน) อ่านจนจบ

พอดีว่ามีสหายท่านหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันผ่านโลกออนไลน์ ได้แนะนำให้ข้าพเจ้าหาหนังสือเรื่อง “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” ของทันตแพทย์สม สุจีรา มาลองอ่าน แล้วค่อยสนทนากันว่าจะคิดเห็นอย่างไรบ้าง

หลังจากที่อ่านจบ ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกหลายอย่าง ทั้งที่เกี่ยวกับเนื้อหาสาระ และ ที่เกี่ยวกับ “ความเป็นหนังสือ” ของหนังสือเล่มนี้ ทั้งความเห็นคล้อยตาม ความเห็นที่กังขา ต่อการอ้างเหตุผลบางอย่างของผู้เขียน ซึ่งข้าพเจ้าได้บันทึกเอาไว้ แล้วส่ง email ไปให้สหายท่านนั้นอ่าน

บังเอิญว่าเขียนยาวไปหน่อย ข้าพเจ้าก็เลยนำมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วย



เนื่องจากข้าพเจ้าอาจจะแสดงความกังขาไว้ค่อนข้างมาก แต่ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดี พิมพ์ซ้ำมาหลายครั้งแล้ว มีการแนะนำกันปากต่อปาก และ มีการแสดงความชื่นชมตาม webboard ต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นความเห็นที่หนักไปทางการแสดงอคติของข้าพเจ้าเหล่านี้ คงจะไม่ส่งผลแรงมากพอที่จะกระทบความน่าเชื่อถือของหนังสือและผู้เขียนไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว น่าจะไม่กระทบกระเทือนต่อคุณค่าของหนังสือเลย

เพียงแต่ไม่มีสิ่งไหนที่สมบูรณ์โดยไม่มีที่ติ หรือจะไม่สามารถมีข้อให้กังขาได้ ข้าพเจ้าคิดว่า การมองสิ่งหนึ่งว่ามีแต่ด้านดีนั้น ย่อมมิสู้การรับฟังอีกด้านหนึ่งไว้ด้วย เพื่อจะได้ไม่สุดโต่งเกินไป จนผิดหลักทางสายกลาง

ยืนยันซ้ำอีกทีว่า หนังสือ “ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น” เล่มนี้ ถือเป็นหนังสือที่ดี อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนนี้อาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วมากกว่าผู้ที่ยังมิได้อ่าน อนึ่ง แม้ว่าสหายจะอ่านสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนก่อน ก็ไม่ได้ทำให้เสียอรรถรสในการอ่านหนังสือเล่มนี้ไป

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรู้สึกของข้าพเจ้า ในฐานะผู้อ่านคนหนึ่งเท่านั้น







"ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" เป็นหนังสือธรรมะประยุกต์ ที่นำเอาฟิสิกส์ทฤษฎีมาเขียนร่วมกับอภิธรรมในพุทธศาสนา โดยผู้เขียนพยายามวิเคราะห์ นำเอาฟิสิกส์และอภิธรรมมาอธิบายกันและกัน เพื่อเสริมความเข้าใจข