Health-Science

2007/May/11


2006/Aug/09

ขณะนี้การพัฒนาวัคซีนไปถึงไหนแล้ว

วัคซีนที่จะใช้เมื่อมีการระบาดทั่วโลกนั้นยังไม่มี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ได้มีการผลิตทุกปีนั้น ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดแบบ pandemic ได้ แม้ว่ามีการพัฒนาวัคซีนสำหรับ H5N1 ขึ้นในหลายประเทศก็ตาม ก็ยังไม่มีวัคซีนที่พร้อมที่จะผลิตออกมาเป็นปริมาณมาก และถ้ามีการระบาดทั่วโลกเกิดขึ้นแล้ว วัคซีนก็จะผลิตออกมาไม่ทัน ซึ่งอาจต้องรอหลายเดือนหลังจากเริ่มมีการระบาด (การระบาดของไวรัสตัวที่สามารถติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ได้ เพราะตอนนี้ยังเป็นไวรัสที่ระบาดในสัตว์อยู่ คุณสมบัติจะไม่เหมือนกัน และเราก็ไม่รู้ว่าตัวที่จะระบาดทั่วโลกจะมีคุณสมบัติเปลี่ยนไปอย่างไรอีก จึงยังไม่สามารถผลิตวัคซีนออกมาในปริมาณมากตอนนี้ได้ Plin, :-p ผู้แปล)

ในขณะนี้มีการวิจัยเพื่อทดสอบเทคนิค คุณสมบัติของวัคซีน และทดสอบเทคนิคการผลิตว่า จะสามารถผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพให้ได้ในปริมาณมากได้อย่างไร แต่เป็นเพราะวัคซีนที่ใช้ต้องเหมาะสม และสัมพันธ์กันกับไวรัสที่กำลังระบาดด้วย ดังนั้นจึงยังไม่มีการผลิตวัคซีนในปริมาณมากจนกว่าจะมีไวรัสตัวใหม่ และ มีการยืนยันว่า pandemic ได้เกิดขึ้นแล้ว ในขณะนี้กำลังในการผลิตวัคซีนนั้น ยังถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับความต้องการ (ที่ได้ประมาณไว้) ในระหว่างการระบาด pandemic

ยาอะไรบ้างที่มีอยู่แล้วใช้รักษาได้

ยาสองชนิด (ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Neuraminidase inhibitor ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการทำงานของโปรตีน Neuraminidase บนผิวของไวรัส) คือ oseltamivir (ชื่อการค้าคือ Tamiflu) และ zanamivir (ชื่อการค้าคือ Relenza) สามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการเจ็บป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลได้ ประสิทธิภาพของยาประเภท neuraminidase inhibitor นี้จะขึ้นอยู่กับความเร็วในการให้ยาด้วย (ซึ่งควรให้ยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ) สำหรับไวรัส H5N1 นี้ การให้ยาน่าจะเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้ แต่ข้อมูลยังจำกัดอยู่ โดยคาดว่าเรายังสามารถใช้ยาในกลุ่ม Neuraminidase inhibitor กำจัดเชื้อได้อยู่ การดื้อยาในตอนนี้ถือว่าน้อยมาก แต่ว่าถ้ามีการใช้ยามากขึ้นโดยเฉพาะระหว่างการระบาด โอกาสที่จะมีการดื้อยาก็จะสูงขึ้น

ยากลุ่มเก่าคือ M2 inhibitors ได้แก่ amantadine และ rimantadine นั้น อาจจะใช้ได้กับไข้หวัดใหญ่ pandemic แต่ก็จะเกิดการดื้อยาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้ยากลุ่มนี้น้อยลงไป ขณะนี้เชื้อ H5N1ที่ระบาดในหลายพื้นที่ได้ดื้อต่อยากลุ่ม M2 inhibitor แล้ว อย่างไรก็ตามถ้าไวรัสตัวใหม่ที่เกิดขึ้น เป็นจากกลไก reassortment ยาในกลุ่ม M2 inhibitor อาจจะ มีผลในการยับยั้งเชื้อไวรัสได้

สำหรับยา neuraminidase inhibitor นี้ ข้อจำกัดหลัก ซึ่งเป็นปัญหามากก็คือ กำลังการผลิตที่ไม่มาก และราคาที่ค่อนข้างสูงมาก ในปัจจุบัน ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 เท่าแล้ว แต่ว่า อาจต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษที่จะสามารถผลิตยา oseltamivir ได้ปริมาณมากเพียงพอ ที่จะให้รักษาประชากรโลกเพียง 20% เท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนและใช้เวลามาก

ภาวะปอดบวมที่พบในการติดเชื้อ H5N1 นั้น เป็นผลโดยตรงจากไวรัส ไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะ (ซึ่งใช้ฆ่าแบคทีเรีย) มารักษาได้ อย่างไรก็ตามปอดบวมจากเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้น อาจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนในภายหลังได้ ซึ่งในระยะนั้น การใช้ยาปฏิชีวนะจึงจะได้ประโยชน์ องค์การอนามัยโลกถือว่าเป็นการรอบคอบที่ทุกประเทศจะมีการจัดเตรียมยาปฏิชีวนะไว้ให้พร้อมสำหรับเหตุการณ์ในอนาคตด้วย

เราจะป้องกัน Pandemic ได้หรือไม่

ไม่มีใครมั่นใจได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการระบาดทั่วโลก pandemic ก็คือ การกำจัดเชื้อไวรัสในสัตว์ปีก ทว่า..ตอนนี้ เริ่มมีความไม่มั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆแล้วว่า เราจะสามารถกำจัดหรือควบคุมไวรัสในสัตว์ปีกได้หรือไม่

องค์การอนามัยโลกได้กักตุนยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไว้ โดยเพียงพอที่จะรักษาได้ 3 ล้าน course ภายในต้นปี 2006 จากการคำนวณโดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ชี้ว่ายาเหล่านี้อาจใช้ในรูปแบบของการป้องกันการติดเชื้อ โดยใช้ในช่วงจังหวะที่อาจจะเริ่มมีการระบาดใกล้เคียงกับการระบาดทั่วโลก (pandemic) เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในวงกว้าง และอาจจะชะลอการระบาดไปสู่ประเทศต่าง ๆได้ ซึ่งจะได้ใช้เวลาช่วงนี้ตระเตรียมเร่งการผลิตวัคซีน

ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้ ไม่เคยมีการทดสอบมาก่อนว่าจะสำเร็จหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐาน และการคาดเดาพฤติการณ์ต่าง ๆ ของไวรัส ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่ทราบความแน่นอน ความสำเร็จของยุทธศาสตร์นี้ยังขึ้นอยู่กับระบบการเฝ้าระวังโรค (surveillance) และยังต้องขอความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ที่เริ่มมีการระบาดจากมนุษย์สู่มนุษย์ อาจต้องใช้กำลังทหารเพื่อบังคับไม่ให้มีการเข้าออกพื้นที่ดังกล่าว เพื่อที่จะเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะใช้ยุทธศาสตร์(การใช้ยาในระยะแรกของการระบาดนี้)ให้ประสบผลสำเร็จ ระบบการเฝ้าระวังโรคในประเทศต่าง ๆ ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่จะค้นพบกลุ่มผู้ป่วยที่ป่วยในเวลาไล่เลี่ยกันในพื้นที่ใกล้เคียงกัน

องค์การอนามัยโลกได้แนะนำยุทธศาสตร์อะไรไว้

ในเดือนสิงหาคม 2005, องค์การอนามัยโลกได้ให้เอกสาร
Recommended Strategic Actions (Click download PDF file ได้ที่นี่) เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในการตอบสนองต่อ Avian Influenza Pandemic ยุทธศาสตร์ที่แนะนำไว้ หวังที่จะเพิ่มการเตรียมพร้อมของแต่ละประเทศ ลดโอกาสที่จะเกิดไวรัสตัวใหม่ที่สามารถติดต่อได้ระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์จนเกิดการระบาดไปทั่วโลก ปรับปรุงระบบเตือนภัย ชะลอการกระจายของเชื้อไปสู่ประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะแรก และเร่งการผลิตวัคซีน

ตอนนี้โลกเตรียมตัวดีพอแล้วหรือยัง

ยัง ทั้ง ๆ ที่ได้มีการเตือนเป็นระยะเวลาเกือบสองปี โลกก็ยังไม่พร้อมที่จะป้องกันตัวเองให้พ้นจากความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาด pandemic องค์การอนามัยโลกได้กระตุ้นประเทศต่าง ๆ พัฒนาแผนที่จะเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ ทว่ามีเพียงประมาณ 40 ประเทศเท่านั้นที่ได้มีการเตรียมพร้อม องค์การอนามัยโลกยังได้กระตุ้นให้ประเทศที่มีทรัพยากรเพียงพอ ให้กักตุนยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไว้ใช้สำหรับตอนเริ่มของการระบาด (ตามแผนข้างต้น) ประมาณ 30 ประเทศกำลังหาซื้อยาเหล่านี้ไว้ แต่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการได้ แนวโน้มสถานการณ์ในตอนนี้ก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จะไม่สามารถเตรียมหรือหาวัคซีนและยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ระบาดทั่วโลก







แปลและเรียบเรียงจาก
Avian influenza frequently asked questions
จาก website ของ World Health Organization

ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น

2006/Aug/09

การเปลี่ยนแปลงอะไรที่จำเป็นสำหรับ H5N1 ในการที่จะระบาดไปทั่วโลก

การที่ไวรัสจะเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเพื่อจะปรับปรุงคุณสมบัติการแพร่กระจายของตัวไวรัสนั้น มีกลไกหลัก ๆ สองกลไก กลไกแรกคือ reassortment เป็นการที่ไวรัสสองชนิดมาแลกเปลี่ยนข้อมูลทางพันธุกรรมกัน เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ของมนุษย์ (human influenza ที่กระจายได้ง่ายในมนุษย์) และ ไวรัสไข้หวัดนก (avian influenza) เกิดไปติดเชื้อในมนุษย์คนเดียวกันพร้อมกัน หรือติดเชื้อในสุกรตัวเดียวกันพร้อมกัน (เชื้อทั้งสองสามารถทำให้เกิดโรคในสุกรได้) ก็จะทำให้ข้อมูลทางพันธุกรรมมีการแลกเปลี่ยนกัน เกิดเป็นไวรัสที่มีความสามารถของทั้งสองชนิดได้ (เพราะได้ข้อมูลพันธุกรรมที่แลกเปลี่ยนกัน) ซึ่งเชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกในอดีต (และเชื้อในนก ก็กลายมาเป็นเชื้อของมนุษย์)

กลไกที่สอง เป็นกลไกที่ค่อยเป็นค่อยไป ทุกครั้งที่เชื้อไวรัสสามารถติดต่อในมนุษย์ได้ เชื้อก็จะค่อย ๆ ปรับปรุงตัวเองให้เกาะกับเซลล์มนุษย์ได้ง่ายขึ้น

การติดต่อระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ตอนนี้เป็นอย่างไร

แม้ว่าจะเกิดกรณีนั้นขึ้นได้ยากมาก และมีรายงานตัวอย่างผู้ป่วยถึงความเป็นไปได้ที่มีกรณีเชื้อ H5N1 (และ avian influenza ตัวอื่นๆ) ติดต่อระหว่างมนุษย์ในวงจำกัด (โดยมีความเกี่ยวข้องกับการระบาดในสัตว์) แต่ว่าก็ยังไม่เป็นเหตุให้ต้องตกใจกลัว หรือทำให้ต้องมีการเพิ่มมาตรการป้องกันมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลในปัจจุบันนี้ เหตุการณ์ผู้ป่วยดังกล่าวชี้ว่า การติดต่อระหว่างมนุษย์นั้น จะต้องเป็นการอยู่ด้วยกันแบบใกล้ชิดมากกับผู้ที่ป่วย (Data from these incidents suggest that transmission requires very close contact with an ill person) อันที่จริงแล้วกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการติดต่อระหว่างบุคคลได้เกิดขึ้น เพราะว่าผู้ที่อยู่ด้วยกันแบบใกล้ชิด (แล้วติดเชื้อไปด้วย) นั้น ก็คือคนที่อยู่ในบ้านเดียวกัน และยังสัมผัสสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกันอีก จึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคได้เหมือนกัน ทำไม่บอกไม่ได้ว่าเชื้อติดคนนึงก่อนแล้วกระจายให้อีกคน หรือว่าทั้งสองคน (หรือมากกว่า) ติดมาจากแหล่งเดียวกัน

ความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดไปทั่วโลกตอนนี้เป็นอย่างไร

สถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียด H5N1 virus ตอนนี้มีการกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ใหญ่ ๆ ในเอเชีย ทำให้มีมนุษย์มากขึ้นมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ และการที่มีมนุษย์ได้รับเชื้อเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นการให้โอกาสไวรัสปรับปรุงสายพันธุ์ตัวเองให้มีการกระจายและติดต่อมนุษย์ได้ดีขึ้น การที่ยังมีการระบาดในสัตว์ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้มนุษย์อีก ความน่าจะเป็นที่จะเกิด pandemic จึงมากขึ้น

มีเหตุอื่นที่น่ากังวลอีกไหม

มี

เป็ดเลี้ยง ขณะนี้สามารถที่จะทนต่อไวรัสได้มากขึ้น โดยสามารถที่จะติดเชื้อ highly pathogenic virus ได้โดยไม่มีอาการ ทำให้สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อให้สัตว์อื่นได้อีกมาก

มีการเปรียบเทียบเชื้อ H5N1 virus สายพันธุ์ที่ระบาดในปี 1997 กับในปี 2004 พบว่า เชื้อใหม่มีความรุนแรงมากกว่า ทำให้สัตว์ตายได้มากกว่า และทนต่อสภาพแวดล้อมได้นานกว่า

H5N1 สามารถก่อโรคในสัตว์หลายชนิดมากขึ้น โดยสามารถก่อโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบางชนิดได้ ซึ่งแต่เดิมถือว่าจะไม่ติดไวรัสนี้

พฤติกรรมของไวรัสที่อยู่ในรังโรค wild waterfowl (นกน้ำ) เปลี่ยนไป แต่เดิมสัตว์ที่เป็นรังโรคนี้จะทนไวรัสได้ เพราะไวรัสจะเป็น low pathogenic form แต่ในปี 2005 มีรายงานในจีนว่านกเหล่านี้ค่อย ๆ ตายไปถึง 6,000 ตัวจาก highly pathogenic H5N1 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ

ทำไม pandemics (การระบาดไปทั่วโลก) จึงน่ากลัว

เมื่อไข้หวัดใหญ่ (influenza) มีการระบาดลุกลามรุนแรงขึ้น การเข้าควบคุม หยุดยั้งจะทำได้ลำบากมาก จนอาจถือว่าทำไม่ได้เลย เป็นเพราะไวรัสสามารถกระจายติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการไอ หรือ จาม ข้อเท็จจริงก็คือว่า ผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ไปแล้วนั้น สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ก่อนที่จะเริ่มมีอาการแสดงให้เห็น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะมีการกระจายของโรคไปยังประเทศต่าง ๆ ผ่านทางผู้โดยสารที่ยังไม่แสดงอาการ (แต่ว่าติดโรคไปแล้ว)

มีการประมาณว่า ถ้าไวรัสตัวใหม่สามารถเกิด pandemic ได้ โดยก่อโรคเพียงอาการไม่รุนแรงเท่านั้น ทั่วโลกน่าจะมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ล้านถึง 7.4 ล้านคน (คำนวณจากข้อมูลการระบาดในปี 1957) ซึ่งถ้าอาการของโรคเป็นแบบรุนแรง ก็น่าจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่านี้มาก ในการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลกเมื่อปี 1918 มีผู้เสียชีวิตอย่างต่ำ 40 ล้านคน (สี่สิบล้านคน)

Pandemics ทำให้มีประชาชนจำนวนมากต้องการ การให้บริการทางการแพทย์ ซึ่งจะเป็นจำนวนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกินกำลังขีดความสามารถที่การบริการทางการแพทย์จะรองรับไว้ได้ อัตราคนขาดงานจะเพิ่มสูง ทำให้การให้บริการของหน่วยงานอื่น ๆ ต้องหยุดชงัก หรือ ไม่สามารถเปิดบริการได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งมวลชน การสื่อสาร หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ เพราะว่าประชากรไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อตัวใหม่เลย ถ้ามีการระบาดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ทุกคนก็จะติดเชื้อได้โดยง่าย อัตราการป่วยจะพุ่งสูงมาก จะเห็นได้ว่า ในสังคมหนึ่ง ๆ ก็จะเกิดความวุ่นวายทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจก็จะหยุดชะงักอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และเพราะว่าระบบการค้า เศรษฐกิจ ของแต่ละสังคมจะเกี่ยวเนื่องกันอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบไปยังอีกสังคมด้วย

เนื่องจากทุกประเทศจะประสบปัญหา ภาวะฉุกเฉินเดียวกันนี้พร้อม ๆ กันทั่วโลก โอกาสที่จะมีความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (แบบที่พบในภัยธรรมชาติ หรือ โรคที่ระบาดในพื้นที่จำกัด) ก็จะน้อยลง เพราะว่าแต่ละประเทศก็จะมุ่งแก้ไขปัญหาภายใน และ ดูแลประชากรในประเทศของตนก่อน

อะไรเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดว่า Pandemic กำลังจะเริ่มขึ้น

สัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อพบว่า มีผู้ป่วยที่แสดงอาการของไข้หวัดใหญ่หลายคน ในเวลาและพื้นที่ที่ใกล้เคียงกัน เพราะเป็นการชี้ว่า(suggest) การติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ได้เกิดขึ้น (โดยง่าย) แล้ว ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กัน การตรวจพบผู้ป่วยที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ H5N1 จากการทำงาน ก็เป็นการ suggest ว่ามีการติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์แล้วเช่นกัน ซึ่งการที่เกิดกรณีการป่วยแบบนี้ขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะสำรวจโรค ยืนยันการเกิดโรค ค้นหาว่าติดต่อมาจากแหล่งใดกันแน่ เพื่อจะยืนยันว่ามีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์จริงหรือไม่

องค์การอนามัยโลกได้ตรวจสอบตัวอย่างไวรัสที่มีการระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ ถึงองค์ประกอบทางพันธุกรรม และคุณสมบัติการติดต่อ โดยมีการขอความร่วมมือไปยังประเทศต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัยนี้






แปลและเรียบเรียงจาก
Avian influenza frequently asked questions
จาก website ของ World Health Organization

ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น


Plin, :-p
View full profile