Health-Science

คิดว่าหลายคนคงได้ดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง "รักจัง" แล้วนะครับ ก็แล้วแต่สหายนะครับว่าจะชอบหรือไม่อย่างไร สำหรับผมนะครับ หลังจากได้ดูแล้ว ผมคิดถึงตัวเองครับ

เรื่องของเรื่องคือผมเองก็เคยมีอุบัติเหตุศีรษะกระแทก สมองกระเทือน จำใครไม่ได้เลย 2 วันเต็ม ๆ เลยครับ จนบัดนี้ผมยังจำเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้เลยครับ

ฟังคนที่พาผมไปส่งตรวจวันนั้นเล่าว่า ผมจำตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ เอาแต่ร้องห่มร้องไห้อย่างไม่มีสาเหตุ ตะโกนโหวกเหวกไม่รู้พูดอะไร

อ๊ะ ๆ อย่าคิดว่าผมเมา ไม่นะครับ ไม่ได้เมา อุบัติเหตจริง ๆ ครับ

ดังนั้นวันนี้จะมาเล่าเรื่องศีรษะกระแทก สมองกระเทือน ละกันนะครับ ถ้าหากผมทับศัพท์ภาษาอังกฤษบ้างก็ต้องขออภัย



เวลาศีรษะกระแทก หรือได้รับบาดเจ็บจากแรงกระทำภายนอกนั้น ถ้ารุนแรงพอมันก็จะกระเทือนไปถึงสมองด้วย ทำให้สมองได้รับบาดเจ็บได้ (ศีรษะกระแทกไม่จำเป็นต้องสมองบาดเจ็บทุกครั้งไปนะครับ) ตรงนี้มีศัพท์เรียกนะครับคือ Traumatic brain injury (TBI) ซึ่งการบาดเจ็บนี้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลแทรกซ้อนตามมาได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวนะครับ

การที่สมองได้รับบาดเจ็บนั้น นอกจากจะเป็นจากการที่มีการบาดเจ็บที่ศีรษะ (เช่นจากกระแทก) แล้ว ยังเกิดจากแรงที่กระทำต่อสมองเวลาเกิดความเร่งหรือความหน่วงได้ (นึกถึงเวลานั่งรถน่ะครับ ถ้ารถเร่งเร็วขึ้น เราจะเหมือนถอยหลัง ถ้ารถเบรคกระทันหันเราก็คะมำ สมองก็เหมือนกันครับ มันก็เคลื่อนและกระแทกในกระโหลกได้ครับ ถ้าเร่งหรือเบรครุนแรงเกินไป)



การบาดเจ็บที่สมอง (TBI) นี้ถ้ารุนแรงไม่มากมีศัพท์เรียกอีกคำนะครับ คือ concussion (ตามหัวเรื่อง) ซึ่งการบาดเจ็บทางสมองระดับนี้นั้น มีนิยามที่ต่าง ๆ กันออกไป แต่โดยทั่ว ๆ ไปก็หมายถึงการบาดเจ็บที่ความรุนแรงไม่มากนัก โดยความบกพร่องของการทำงานในระบบประสาทสมองเกิดขึ้นเร็วแล้วก็ค่อย ๆ หายอย่างเองได้ อาจจะสลบหรือไม่สลบก็ได้ เมื่อไปตรวจทางรังสี (ดูภาพถ่ายรังสีสมอง) ก็มักจะไม่พบความผิดปกติ

ถ้าถามว่าต้องกระแทกแรงแค่ไหน สมองถึงบาดเจ็บ อันนี้ตอบไม่ได้นะครับ ไม่ทราบข้อมูลเหมือนกัน และคิดว่าคงไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ด้วย

สมองนั้น ถูกยึดให้อยู่ในกระโหลกด้วยเส้นประสาท เส้นเลือด เยื้อหุ้มสมอง แล้วก็เนื้อเยื่ออื่น ๆ ซึ่งเวลาเกิดศีรษะกระแทกซึ่งรุนแรงพอ สมองอาจจะเคลื่อนได้บ้างแล้วไปกระแทกกับกระโหลกจนได้รับบาดเจ็บ แม้เส้นประสาทที่ยึดก็อาจจะมีการยืดตึงขึ้น เกิดการบาดเจ็บในระดับเส้นประสาทเล็ก ๆ นอกจากนี้ยังมีการหลั่งสารเคมีบางอย่างออกมา รวมถึงมีการสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้น ทำให้สมองได้รับบาดเจ็บมากขึ้น

อาการสำคัญของการบาดเจ็บที่สมอง (เอาว่าเราถือว่าถ้าหัวกระแทกธรรมดานี่ไม่เป็นไรแล้วนะครับ จะพูดว่าเป็นสมองบาดเจ็บไปเลย) ก็คือ สับสน ความจำเสื่อม ซึ่งอาจจะไม่สลบก็ได้ และโดยส่วนมากก็ไม่ได้สลบ ซึ่งอาการดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นทันที หรือหลายนาทีหลังจากเกิดเหตุการณ์



ความจำเสื่อมนี้ ก็มักจะจำเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ และพบได้บ่อย ๆ ที่ไม่สามารถนึกย้อนกลับไปได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ก่อนอุบัติเหตุ

อาการแสดงอื่น ๆ ของการบาดเจ็บที่สมอง (อย่างไม่รุนแรง) ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทันที หรือ ค่อย ๆ เกิดขึ้นในเวลาหลายนาที จน ถึงหลายชั่วโมง ที่เกิดเร็วหน่อยก็เช่น ปวดศีรษะ มึนงง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน

ต่อมาหลายชั่วโมงจนถึงเป็นวัน ๆ ก็อาจจะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนไป ความสามารถในการคิด การรับรู้ก็จะผิดปกติ อาจได้ยินเสียงที่แว่วผ่านมาดังกว่าปกติ การนอนหลับก็ไม่เป็นปกติไปด้วย

ผู้ที่รับบาดเจ็บทางสมอง (Concussion อืม... เอาว่าจากอุบัติเหตุละกันนะครับ) ก็อาจจะสังเกตุได้ดังนี้ครับ

  • สีหน้าลอย ๆ ดูงง ๆ
  • พูดตอบช้าลง ทำตามสั่งได้ช้า
  • ตั้งสมาธิไม่ได้ ทำงานไม่ได้ตลอด
  • หลงทาง ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน
  • บอกวันเวลาไม่ได้
  • พูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่เข้าใจ
  • อารมณ์ไม่เหมาะสม เช่น ร้องไห้อย่างไม่มีเหตุผล
  • เดินเซ
  • ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ
  • ความจำมีปัญหา
  • อาจจะมีประวัติสลบหลังอุบัติเหตุ

    ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บส่วนหนึ่งจะมีอาการชักได้ครับ (Post-traumatic seizures) ซึ่งโอกาสเกิดน้อยกว่า 5% ของผู้ที่มีการบาดเจ็บสมองแบบไม่รุนแรงจนถึงรุนแรงปานกลาง ซึ่งถ้าจะมีการชักเกิดขึ้นนั้น ประมาณครึ่งนึงจะชักตั้งแต่ภายใน 24 ชั่วโมงแรก (ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ที่จะชักก็จะเกิดในครึ่งชั่วโมงแรก)

    การที่มีการชัก (seizure) เกิดขึ้นหลังจากมีการบาดเจ็บนั้น ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรคลมชัก (epilepsy) ในเวลาต่อมาทุกคน แต่ก็มีความเสี่ยงได้มากถึงประมาณ 25%

    โดยทั่วไปการบาดเจ็บสมองหลังจากที่ได้รับการบาดเจ็บที่ศีรษะแบบไม่รุนแรงนั้น มักจะไม่ได้มีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่อะไรก็ไม่แน่นอน เพราะว่าสมองอาจได้รับบาดเจ็บมากกว่าที่คิดได้ สมองอาจมีการช้ำ บวม และมีเลือดออกได้ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้อาการของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ แย่ลงอย่างรวดเร็วได้

    เลือดที่ออกในศีรษะนั้นอาจจะออกในเนื้อสมอง หรือ ออกระหว่างสมองกับกระโหลกศีรษะได้ ซึ่งอาจจะเป้นแบบใต้เยื่อหุ้มสมอง (subdural hematoma) และ แบบเหนือเยื่อหุ้มสมอง (epidural hematoma) ซึ่งเกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดกับเยื่อเกี่ยวพัน (ที่ยึดเชื่อมระหว่างสมอง เยื่อหุ้มสมอง กระโหลกศีรษะ) ที่ถูกยืดตึงระหว่างเกิดอุบัติเหตุ (คิดถึงผู้โดยสารที่เคลื่อนที่ตรงข้ามกับรถ) หรือมีการแตกของกระโหลกศีรษะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นขาดตามไปด้วย

    การที่มีการบาดเจ็บที่ศีรษะนั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับการทำเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ทุกครั้งไปนะครับ ถ้าไป รพ ก็จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกายก่อนครับ ซึ่งก็จะมีเกณฑ์เป็นแนวทางอยู่ว่า เมื่อไหร่จึงจะต้องทำ CT Scan

    โดยทั่วไปถ้าสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ไม่ลืมตา พูดไม่รู้เรื่อง ไม่ทำตามสั่ง มีข้อสงสัยว่าจะมีฐานกระโหลกศีรษะแตก กระโหลกแตกแบบยุบหรือมีแผลเปิด อายุมาก อาเจียนมากหลายครั้ง ความจำเสื่อม กลไกการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างรุนแรง ชัก กินยากันการแข็งตัวของเลือด มีภาวะเลือ่ดออกง่ายหยุดยาก ก็น่าจะต้องทำ CT scan (ถ้าไม่มีก็ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าต้องทำ)



    แน่นอนว่าแม้ว่าจะทำ CT scan แล้วเป็นปกติ (หรือไม่มีข้อบ่งชี้ต้องทำ CT) ก็ยังต้องสังเกตุอาการต่อ เพราะอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนต่อได้ ซึ่งไม่ได้เกิดทันที แต่ค่อย ๆ เกิดแม้แต่เลือดออก (ซึ่งระยะแรกตรวจไม่พบจาก CT) โดยทั่วไปแนะนำให้สังเกตุต่ออีก 24 ชั่วโมง โดยแพทย์อาจจะให้สังเกตุอาการที่บ้าน (โดยญาติ) หรือให้นอนรพ ถ้ามีข้อบ่งชี้

    โดยทั่วไป รพ จะมีเตียงจำกัด ถ้าตรวจแล้วปกติจริง และญาติพอจะสังเกตุดูให้ได้ ก็มักจะให้กลับบ้านแล้วนัดมาอีกที ซึ่งก็ไม่ควรทำงานหักโหมในช่วง 24 ชั่วโมง ในคืนแรกนั้น ญาติควรต้องปลุกคนไข้บ่อย ๆ อาจต้องบ่อยถึง 2 ชั่วโมงต่อครั้ง

    ระหว่างที่ญาติดูอาการผู้ได้รับบาดเจ็บที่บ้านนั้น ถ้ามีอาการผิดปกติดังนี้ ก็ให้รีบพามา รพ (ดังนั้นบ้านกับ รพ ไม่ควรไกลกันมาก)

  • ปลุกยาก
  • ปวดหัวรุนแรง หรือ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • นอนมาก สับสน
  • อาจจะอยู่ไม่สุข
  • ชัก
  • มองไม่ชัด
  • อาเจียน ไข้ ตึงต้นคอ
  • ปัญหาการขับถ่าย
  • อ่อนแรงและชา

    ซึ่งอาการเหล่านี้มักบ่งว่า อาจจะมีเลือดออก หรือ สมองบวมมากขึ้นจากการช้ำ
  • เลือดที่ออกนี้ บางครั้งค่อย ๆ ออก ไม่ได้ออกแบบเฉียบพลันทันที จึงอาจมีอาการหลังจากอุบัติเหตุหลายวันได้ ซึ่งบางคน (โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เส้นเลือดเปราะ สมองเหี่ยว ประมาณว่าสมองแกว่งได้ง่ายขึ้น) มีศีรษะกระแทก มีการบาดเจ็บซ้ำ ๆ เลือดอาจค่อย ๆ ออกสะสมโดยอาจกินเวลาเป็นสัปดาห์จนถึงเดือนกว่าจะมีอาการได้ครับ (chronic subdural hematoma)


    โดยทั่วไปแล้วถ้าสมองได้รับการกระทบกระเทือนไม่มาก พยากรณ์โรคก็จะดี สามารถหายเป็นปกติได้ อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีผลแทรกซ้อนบางอย่างที่ใช้เวลานานกว่าจะหาย (จะได้กล่าวต่อไปวันหลังนะครับ ถ้ามีโอกาส เรื่องอีกยาว)



    อย่างไรเสีย ป้องกันไว้ก็ดีกว่าแก้นะครับ อย่าเล่นกีฬารุนแรง หลีกเลี่ยงการใช้ศีรษะไปกระทบกระแทก (เช่น โหม่งลูกฟุตบอล) ระมัดระวังอุบัติเหตุ ใส่หมวกกันน๊อคนะครับ



    หมายเหตุ เรียบเรียงโดยสรุปย่อจาก Concussion and mild traumatic brain injury โดย Randolph W Evans, MD, FAAN จาก UpToDate version 14.1


    edit @ 2006/06/25 01:37:48

    ก็เป็นภาคต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผมได้ไปดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง รักจัง แล้ว หลงรักพอลล่า เอ๊ย... แล้วก็เลย คิดถึงตัวเองขึ้นมาน่ะครับ

    เพราะผมเคยเกิดอุบัติเหตุ ศีรษะกระแทก จนจำใครไม่ได้ ขนาดจำตัวเองก็ยังไม่ได้อยู่ 2 วันเต็มครับ

    Postconcussion syndrome (PCS) อืม จะให้ชื่อภาษาไทยว่าอะไรดีนะนี่ ไอ้ผมก็ไม่ใช่ราชบัณฑิตย์ จะกำหนดคำแปลภาษาต่างประเทศตามใจชอบมันก็กะไรอยู่

    เอาว่า post- ถ้าเติมหน้าคำก็แปลว่าหลังจาก.. concussion นี่รู้จากคราวที่แล้ว ๆ syndrome ก็กลุ่มอาการ คือไม่ใช่มีแค่อาการเดียว มันมาเป็นกลุ่ม ๆ แปลรวม ๆ ก็กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นหลังจาก concussion (การบาดเจ็บที่สมอง... นิยามเป็นยังไง ดูจากอะไร อ่านจากครั้งที่แล้วได้นะครับ) 

    Concussion is a subset of mild Traumatic Brain Injury (TBI), and it is a trauma-induced alteration in mental status that may or may not involve loss of consciousness

    Practice parameter: the management of concussion in sports (summary statement). Report of the Quality Standards Subcommittee of the American Academy of Neurology. Neurology 1997; 48:581.


    ถ้ายังไงขอทับศัพท์ (และทับคำย่อด้วย) ไปก่อนนะครับ

    กลุ่มอาการ Postconcussion syndrome (PCS) ที่ว่านี้ เป็นผลแทรกซ้อนที่เกิดตามมาหลังจากมีการบาดเจ็บที่สมอง (ส่วนใหญ่ใช้เรียกเมื่อการบาดเจ็บนั้นไม่ได้รุนแรงมาก แต่ว่าถ้ารุนแรงมากก็เกิด PCS ได้)

    อาการต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ รู้สึกมึน อาการทางจิตประสาท ความผิดปกติในกระบวนการรับรู้และการใช้ความคิด การที่จะเกิด PCS ตามมานั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการสลบหลังจากมีอุบัติเหตุนะครับ

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าอาการที่ยกมานั้นมันก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงอะไรนัก อาการต่าง ๆ ที่ว่านี้ สามารถเกิดกับคนปกติที่ไม่ได้มีอุบัติเหตุแล้วก็เกิดบาดเจ็บที่ศีรษะและสมองได้

    ประมาณว่า 30-80% ของผู้ที่ประสบเหตุบาดเจ็บต่อสมองในระดับรุนแรงน้อยถึงปานกลางจะมีอาการของกลุ่มอาการ PCS จากการศึกษาไม่พบว่าความรุนแรงของการบาดเจ็บจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเกิด PCS ขึ้น

    ก็มีการศึกษาที่แสดงว่า เพศหญิง และ อายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มี PCS มากขึ้นหลังจากการบาดเจ็บทางสมอง แล้วก็การบาดเจ็บที่เกิดจากกีฬา มีการดำเนินโรคที่ดีกว่า จากอุบัติเหตุจราจร การตกจากที่สูง หรือ ถูกทำร้ายร่างกาย

    ทั้งนี้กลไกที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการ PCS นี้เชื่อว่านอกจากเป็นจากการบาดเจ็บต่อสมองโดยตรงแล้ว ก็ยังน่าจะมีผลมาจากกลไกทางจิตใจด้วย

    อาการต่าง ๆ ของกลุ่มอาการ PCS เช่น ปวดศีรษะ มึนงง นอนไม่หลับ นั้น เป็นอาการที่อาจจะเป็นจากจิตใจได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถให้ข้อสรุปได้ว่า การการเหล่านี้ที่เกิดกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง จะเป็นจากกลไกทางจิต

    มาลงรายละเอียดที่อาการกันนะครับ

    อาการต่าง ๆ ในกลุ่มอาการ PCS ที่พบได้บ่อยเช่น ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนล้า หงุดหงิด กังวล นอนไม่หลับ รวบรวมสมาธิได้ลำบาก สูญเสียความทรงจำ ทนเสียงดังไม่ได้ อาการพวกนี้ ก็แล้วแต่บุคคลครับ อาจจะรุนแรงไม่เท่ากัน

    อาการปวดศีรษะ พบได้ 25-78% ในผู้ที่ผ่านการบาดเจ็บทางสมองแบบไม่รุนแรง น่าแปลกที่ ในผู้ที่บาดเจ็บแบบไม่รุนแรงนี้ อาการปวดศีรษะเกิดได้มากกว่า และนานกว่าผู้ที่บาดเจ็บด้วยความรุนแรงที่มากกว่า ผู้ป่วยจำนวนมาก (27-75%) อาการปวดศีรษะนี้อาจเป็นได้มากกว่า 1 ลักษณะ เช่น มีการปวดแบบ tension ร่วมกับแบบ ไมเกรน (migraine) ได้

    มากกว่า 75% จะมีอาการปวดแบบ tension ซึ่งอาจจะปวดทุกวัน ปวดตลอด หรือ ปวดเป็นพัก ๆ ด้วยระยะเวลาที่ต่าง ๆ กัน ลักษณะปวดจะปวดแบบตื้อ ๆ ตึง ๆ แน่นๆ ทั้งสองข้าง อาจจะปวดที่ท้ายทอย หน้าผาก ขมับ ปวดเหมือนถูกรัด หรือใส่หมวกคับ ๆ

    การปวดแบบ migraine นั้นก็จะปวดแบบตุบ ๆ มีการปวดข้างใดข้างหนึ่งได้ อาจจะมีการแพ้แสง คลื่นไส้อาเจียน และอาจจะมีแสงแว๊บ ๆ (aura) ก่อนจะมีอาการปวดได้

    นอกจากนี้ยังมีการปวดแบบอื่นอีก เช่น การปวดหลังจากที่มีการบาดเจ็บที่เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า ทำให้อาจมีการปวดแบบปวดแสบปวดร้อน ตื้น ๆ ที่หนังศีรษะและใบหน้าได้ครับ

    อุบัติเหตุที่ทำให้น้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid ซึ่งหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง) รั่ว ก็ทำให้มีการปวดศีรษะที่สัมพันธ์กับท่าทางได้ คือเวลานอนจะไม่ปวด แต่จะมีอาการปวดอย่างรุนแรงเวลานั่งได้ครับ

    อาการมึนงง พบได้ประมาณครึ่งหนึ่ง บางคร้งอาจจะเป็นการเวียนแบบบ้านหมุน (vertigo) ซึ่งมักจะเป็นจากการบาดเจ็บต่อหูชั้นใน มากกว่าที่จะเป็นการบาดเจ็บต่อก้านสมอง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว มึนในแบบของกลุ่มอาการ PCS มักเป็นมึนแบบทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่มึนแบบหมุน

    อาการทางจิต และ ความผิดปกติในการเรียนรู้ มากกว่าครึ่งหนึ่งอาจจะมีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ดื้อขึ้น ขี้สงสัย หงุดหงิดง่าย ขี้กังวล ซึมเศร้าหลังจากบาดเจ็บทางสมองแบบไม่รุนแรง บางคนทนเสียงดังไม่ได้ กลัวผู้คน เมาสุราง่ายกว่าปกติ

    บางคนที่มีปัญหาด้านความทรงจำ และ การรวบรวมสมาธิ ซึ่งพบว่าอาการนี้จะเป็นเด่นชัดมากหลังจากอุบัติเหตุทันที และจะค่อย ๆ ดีขึ้นในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ จนถึงเป็นเดือน ๆ

    อาการต่าง ๆ เหล่านี้ที่จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการ PCS ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะมีอาการมากที่สุดในช่วง 7 - 10 วันแรกหลังจากอุบัติเหตุ ที่เวลาประมาณ 1 เดือน อาการจะดีขึ้นมาก จนเกือบไม่มีอาการ ส่วนใหญ่จะหายที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน

    ส่วนน้อยคือประมาณ 10-15% อาจจะมีอาการเป็นปี หรือ นานกว่านั้น ผู้ป่วยที่ไม่หายสักที มีอาการตั้งแต่หลายเดือน จนถึงเป็นปีนั้น บางทีอาการอาจจะแย่กว่าตอนที่เริ่มเป็นเสียอีก โดยอาการที่เด่นชัดที่สุดจะเป็นอาการทางด้านอารมณ์ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพราะก่อนมีอุบัติเหตุ ผู้ป่วยมีอาการทางจิตประสาทอยู่ก่อนแล้ว หรืออาจเพราะมีแรงกดดันบางอย่างจากสภาพแวดล้อม หรือ อาจเป็นเพราะแกล้งทำก็ได้

    แน่ละ ที่เป็นจริง ๆ ก็มี พวกนี้อาจจะเป็นเพราะมีการบาดเจ็บซ้ำ ๆ หลายครั้ง

    โดยสรุป กลุ่มอาการ Postconcussion syndrome (PCS) เป็นกลุ่มของอาการที่ผู้ป่วยมีหลังจากเกิดเหตุบาดเจ็บที่สมองแบบไม่รุนแรง ส่วนใหญ่เป็น ปวดศีรษะ มึน สุญเสียความสามารถในการคิด การเรียนรู้ และมีอาการทางจิตประสาทได้ ความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้น ไม่ชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเกิด PCS และทำนายไม่ได้ว่าจะหายจากอาการ PCS เมื่อไหร่

    เนื่องจากจะเห็นได้ว่าอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่จำเพาะเจาะจง จึงอาจจะไม่ได้เป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก็ได้ หรือ อาจจะเป็นจากผลแทรกซ้อนอื่น เช่น มีเลือดออกในศีรษะอย่างเรื้อรังก็ได้เช่นกัน

    โดยปกติจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเป็นสัปดาห์ ส่วนน้อยที่เป็นอยู่นานหลายเดือน จนถึงปี

    หมายเหตุ แปลและเรียบเรียงโดยสรุปจาก Postconcussion syndrome โดย Randolph W Evans, MD, FAAN จาก UpToDate version 14.1




    แปลและเรียบเรียงจาก
    Avian influenza frequently asked questions
    จาก website ของ World Health Organization

    ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
    ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

    สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


    หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น




    Avian Influenza หรือ ไข้หวัดนกคืออะไร

    Avian Influenza หรือ Bird Flu หรือ ไข้หวัดนก เป็นโรคติดเชื้อซึ่งติดต่อและระบาดในหมู่สัตว์ โดยเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว จะก่อให้เกิดการติดเชื้อใน นก และ สุกร (ซึ่งพบได้น้อยกว่านก) เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจาก เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีความจำเพาะต่อชนิดสิ่งมีชีวิตสูงมาก (highly species-specific) แต่ทว่า ในบางโอกาส (ซึ่งเกิดได้ยากมาก ๆ) เชื้อไวรัสสามารถก้าวข้ามกำแพงระหว่าง species ได้ จึงก่อให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์

    เนื่องจากเป็นไวรัสที่ระบาดในสัตว์ การแบ่งประเภทความรุนแรงนั้น ก็เป็นการแบ่งในสัตว์เช่นกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ low pathogenic form และ highly pathogenic form. ซึ่งแบบแรกนั้นไม่รุนแรง เป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้แทบไม่แสดงอาการให้เป็น อาจมีเพียงผลิตไข่ได้ลดลงเท่านั้น ในขณะที่แบบหลังนั้น มีรุนแรงสูงมาก สามารถระบาดไปทั้งฟาร์ม เกิดพยาธิสภาพกับอวัยวะภายใน (ย้ำว่าของสัตว์) และอาจตายหมดภายใน 48 ชั่วโมง

    ไวรัสชนิดไหนที่เป็นแบบ highly pathogenic form

    ไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Influenza virus นั้น แบ่งเป็นชนิด A, B, C ซึ่งในไวรัสชนิด A (ต่อไปจะเรียกว่า Influenza A virus) นั้น ประกอบด้วยโปรตีนที่ผิวไวรัสสองชนิดคือ H หรือ Hemagglutinin และ N หรือ Neuraminidase โดย H มีชนิดย่อย ๆ 16 subtypes และ N มี 9 subtypes เฉพาะ H5 และ H7 เท่านั้นที่ก่อให้เกิด highly pathogenic form อย่างไรก็ตามชนิดของเชื้อ Influenza A virus นั้น ยังขึ้นกับชนิดของ N อีกด้วย ดังนั้นไม่ใช่ว่าไวรัสที่มี H5 หรือ H7 ทุกชนิดจะก่อให้เกิดโรครุนแรงในสัตว์ปีก

    ด้วยความรู้ในปัจจุบันนี้ เข้าใจว่าไวรัสที่มี H5 หรือ H7 นั้น จะติดเชื้อในฟาร์มหรือเล้าในลักษณะของ low pathogenic form ก่อน เมื่อเชื้ออยู่ในสัตว์และติดต่อกันไปมาในฟาร์มนั้น เชื้อไวรัสก็จะค่อย ๆ กลายพันธุ์ (mutate) ในเวลาไม่กี่เดือน ก็จะกลายเป็น highly pathogenic form ในที่สุด และนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อมีการค้นพบเชื้อไวรัส H5 หรือ H7 ในสัตว์ปีก จึงทำให้หลายหน่วยงานต้องตระหนัก แม้ว่าอาการของสัตว์เหล่านั้นจะยังไม่มากก็ตาม

    นกที่บินอพยพข้ามถิ่น แพร่เชื้อไวรัสหวัดนกแบบ highly pathogenic หรือเปล่า

    บทบาทตรงนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก อย่างไรก็ตาม นกเป็ดน้ำ (Wild waterfowl) ถือได้ว่าเป็นรังโรค (reservoir) ของ influenza A virus พวกมันมีเชื้ออยู่ในตัว โดยที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งก็จะมีเชื่อ H5 และ H7 อยู่โดย (แบบ low pathogenic form) หลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้บ่งชี้ว่า นกเหล่านี้อาจจะนำเชื้อแบบ low pathogenic form ไปติดกับนกหรือเป็ดไก่ในฟาร์มเลี้ยงก่อน แล้วจึงกลายพันธุ์เป็น highly pathogenic ในภายหลัง

    ขณะนี้มีข้อมูลที่บ่งว่า นกอพยพบางชนิดสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัส H5N1 ในแบบ highly pathogenic form ได้โดยตรงด้วย ก็คงต้องรอหลักฐาน และ ข้อมูลที่มากขึ้น

    การระบาดของไวรัสในสัตว์ที่อยู่ในสัตว์ปีก (poultry) ในปัจจุบันมีอะไรที่พิเศษ

    การระบาดของไวรัสหวัดนก highly pathogenic form ในปัจจุบัน ที่เริ่มจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกลางปี 2003 นี้ เป็นการระบาดที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่การระบาดจะเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อม ๆ กันจนทำให้เกิดการตายของสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก แบบนี้

    สาเหตุเกิดจาก H5N1 virus. และแม้ว่าจะมีการตายและทำลายสัตว์ปีกไปมากกว่า 150 ล้านตัวแล้ว เชื้อไวรัสก็ยังคงระบาดอยู่ในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย และ เวียตนาม และบางพื้นที่ในกัมพูชา จีน ไทย และอาจจะในลาวด้วย การควบคุมโรคในสัตว์ปีกเหล่านี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปี

    ประเทศใดบ้างที่ประสบปัญหาการระบาดของไวรัสในสัตว์ปีก

    ตั้งแต่กลางธันวาคม 2003 จนถึง ต้นกุมภาพันธ์ 2004 มีรายงานการระบาดของ H5N1 virus ในสัตว์ปีกจาก 8 ประเทศ คือ (เรียงตามลำดับการรายงาน) เกาหลีใต้ เวียตนาม ญี่ปุ่น ไทย กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย และ จีน ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยพบการระบาดของ avian influenza แบบ highly pathogenic มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์

    ต้นสิงหาคม 2004 มาเลเซีย (เป็นประเทศที่เก้า) รายงานการระบาดของ H5N1 virus ในสัตว์ปีก (poultry) เป็นครั้งแรก ต่อมา รัสเซีย รายงานการระบาดของ H5N1 ในปลายเดือนกรกฎาคม 2005 ตามมาด้วยรายงานจากคาซักสถานในเดือนสิงหาคม ซึ่งทั้งรัสเซียและคาซักสถานได้พบนกป่าตายจาก highly pathogenic H5N1 virus ในช่วงเวลาเดียวกันมองโกเลียก็ได้รายงานนกอพยพตายจาก H5N1 ด้วย ตุลาคม 2005 มีการยืนยันการระบาดของ H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีกที่ตุรกี และ โรมาเนีย

    ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ได้ประกาศว่าสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสในสัตว์ปีกได้แล้ว และในปัจจุบันนี้ถือว่าสามประเทศนี้ปลอดจากโรคไข้หวัดนก ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้น การระบาดยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง (โดยมีความรุนแรงต่าง ๆ กัน)


    (ต่อ)


    Plin, :-p
    View full profile