Health-Science

2006/Aug/09

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสุขภาพของมนุษย์ด้วย

การที่ยังคงมีการระบาดของ H5N1 ในประชากรสัตว์ปีกนั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับมนุษย์สองประการ

ประการแรก มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสนี้ได้โดยตรงจากสัตว์มากขึ้น แม้ว่า avian influenza virus จะข้าม species จากนก (หรือหมู) มาติดมนุษย์ได้ยาก แต่ก็มีโอกาส และ H5N1 virus ก็ได้ก่อให้เกิดความเจ็บป่วย และ ความตายในมนุษย์แล้วจำนวนมาก (เมื่อเทียบกับ avian influenza virus ตัวอื่น) ไข้หวัดใหญ่ (influenza) ปกติสามารถก่อให้เกิดโรคกับมนุษย์ได้ แต่ความรุนแรงก็ไม่มากเหมือนกับที่เกิดจาก avian influenza การระบาดในปัจจุบันนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต และโดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยก็เป็นเด็ก และ ผู้ใหญ่ที่ยังอายุไม่มาก ซึ่งเดิมมีสุขภาพที่ดีมาก่อน

ประการที่สอง มีความเป็นห่วงกันว่า เชื้อ H5N1 นี้จะกลายพันธุ์เป็นเชื้อที่สามารถติดต่อกันระหว่างมนุษย์ได้โดยง่าย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะทำให้มีการระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว (pandemic)

มีการติดเชื้อในมนุษย์ที่ไหนบ้าง

เฉพาะการระบาดในปัจจุบัน มีรายงานยืนยันผลการตรวจจาก 4 ประเทศ คือ กัมพูชา อินโดนีเซีย ไทย และเวียตนาม

ในอดีต ฮ่องกง เคยมีการระบาดของ H5N1 สองครั้ง ในปี 1997 มีการรายงานการติดเชื้อ H5N1 ในมนุษย์ครั้งแรกในโลก ครั้งนั้นมีผู้ป่วย 18 รายติดเชื้อไวรัส โดยเสียชีวิตไป 6 ราย ต้นปี 2003 มีผู้ติดเชื้อ 2 ราย (เสียชีวิต 1 ราย) โดยเป็นครอบครัวชาวฮ่องกงที่มีประวัติไปทางตอนใต้ของจีนในช่วงเวลานั้น

มนุษย์จะติดเชื้อได้อย่างไร

หลัก ๆ เป็นจากการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ หรือกับวัตถุที่เปื้อนอุจจาระ และ สารคัดหลั่งจากสัตว์ ในปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ จะอยู่ในชนบท หรือ ในบริเวณที่มีการเลี้ยงเป็ดไก่แบบเปิด บางทีก็เลี้ยงในบ้านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสัตว์ปีกที่ติดเชื้อจะปล่อยเชื้อออกมาปริมาณมากกับอุจจาระ โอกาสที่บริเวณรอบ ๆ บ้าน และ สิ่งแวดล้อม จะปนเปื้อนกับไวรัสจึงมีสูง ดังนั้นผู้ที่อาศัยในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมดังกล่าวจึงมีโอกาสสัมผัสเชื้อไวรัสได้ง่าย นอกจากนี้การชำแหละ การถอนขน การเตรียมสัตว์เหล่านี้เพื่อทำอาหาร ก็จะเป็นขั้นตอนที่สัมผัสกับเชื้อได้สูง

ปลอดภัยหรือไม่ ถ้าจะบริโภคเป็ดไก่ รวมถึงไข่ด้วย

ในพื้นที่ที่ไม่มีการระบาด สามารถเตรียมประกอบอาหาร และบริโภคได้ตามปกติ

ในพื้นที่ที่มีการระบาด สัตว์ปีกเหล่านั้น เช่น เป็ด ไก่ หรือ ไข่ก็สามารถรับประทานได้โดยปลอดภัย โดยต้องประกอบด้วยวิธีที่เหมาะสม (โดยรวมถึงขั้นตอนการเตรียมอาหารที่เหมาะสมด้วย) เชื้อไวรัส H5N1 ไม่ทนต่อความร้อน อุณหภูมิปกติที่ใช้ปรุงอาหาร (ประมาณ 70 องศาเซลเซียส โดยอุณหภูมิกระจายทั่วอาหาร) สามารถฆ่าไวรัสได้ ผู้บริโภคต้องแน่ใจว่า ทุกส่วนของสัตว์ที่ถูกทำเป็นอาหารนั้น ต้องสุกทั่ว (คือไม่มีเนื้อแดง) ไข่ก็เช่นเดียวกัน ต้องสุก ไม่มีไข่แดงที่ยังเป็นแบบยางมะตูม

ต้องระวังการปนเปื้อนด้วย น้ำหรือของเหลวจากเนื้อสัตว์ที่ยังดิบต้องไม่นำมาปนหรือทำให้เปื้อนอาหารที่สุกแล้ว ผู้ที่ประกอบอาหารที่สัมผัสกับเนื้อดิบนั้นต้องล้างมือให้สะอาด และ ล้างอุปกรณ์รวมถือพื้นผิวที่สัมผัสกับเนื้อดิบนั้นด้วย (ใช้เพียงน้ำร้อนกับสบู่ก็เพียงพอ)

การประกอบอาหารที่ต้องใช้ไข่ดิบเป็นส่วนประกอบนั้น ถ้าอาหารจะไม่ผ่านการทำให้ร้อนอีก ก็ไม่ควรใช้ (คือไม่ควรทำอาหารนั้น)

ไวรัสไข้หวัดนกไม่สามารถแพร่กระจายผ่านอาหารที่ปรุงสุกแล้วได้ ในปัจจุบันไม่มีหลักฐานที่จะบ่งว่าจะมีการติดเชื้อจากการรับประทานไก่ หรือ ไข่ (หรือสัตว์อื่น) ที่ถูกปรุงอย่างเหมาะสม (สุก และไม่ปนเปื้อน) แม้ว่าอาหารนั้นจะมีการปนเปื้อนไวรัสก่อนปรุงให้สุกก็ตาม

เชื้อไวรัสแพร่กระจายจากนกมามนุษย์ได้ง่ายหรือไม่

ไม่ง่ายนัก แม้ว่าจะมีผู้ป่วยมากกว่าร้อยรายแล้ว แต่เมื่อเทียบกับจำนวนนกที่ตายไปเป็นล้านตัวแล้ว นอกจากนี้แล้ว มีมนุษย์เป็นจำนวนมากที่สัมผัสและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการระบาดของไวรัสในสัตว์ปีก โอกาสที่มนุษย์จะติดเชื้อนั้นน้อยกว่ามาก ปัญหาคือ ตอนนี้เรายังไม่เข้าใจว่า ทำไมบางคนถึงติดเชื้อ ในขณะที่คนอื่นไม่เป็นไร ทั้ง ๆ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน

การที่เชื้อจะระบาดไปทั่วโลกนั้นมีโอกาสเพียงใด

การที่จะเกิด pandemic ระบาดไปทั่วโลกนั้น ต้องมีเงื่อนไขสามประการ ประการแรก ต้องมีไวรัสชนิด (subtype) ใหม่เกิดขึ้น ประการที่สอง เชื้อตัวใหม่นี้สามารถก่อโรครุนแรงในมนุษย์ได้ ประการที่สาม ไวรัสสามารถติดต่อ กระจายระหว่างบุคคลได้โดยง่าย (spread easily and sustainably among humans)

ขณะนี้เชื้อไวรัส H5N1 ขาดคุณสมบัติตามเงื่อนไขข้อสุดท้าย ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเชื้อสามารถติดต่อระหว่างมนุษย์ได้โดยง่าย ซึ่งความเสี่ยงที่เชื้อจะมีโอกาสได้คุณสมบัตินี้ (จากการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม จนสามารถระบาดไปทั่วโลก)นั้น ก็จะมีอยู่ต่อไปตราบเท่าที่ยังมีการติดเชื้อในมนุษย์ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่ายังไม่สามารถควบคุมการระบาดในสัตว์ได้นั่นเอง






แปลและเรียบเรียงจาก
Avian influenza frequently asked questions
จาก website ของ World Health Organization

ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น

2006/Aug/09



แปลและเรียบเรียงจาก
Avian influenza frequently asked questions
จาก website ของ World Health Organization

ฉบับปรับปรุงเมื่อ 5 ธันวาคม 2548
ซึ่งยังเป็นฉบับล่าสุด ปรากฏบน website เมื่อ 9 สิงหาคม 2549

สามารถ click อ่านฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่


หมายเหตุ จะขอทับศัพท์หลายคำ เพราะว่าถ้าแปลแล้วอาจจะทำให้ไม่เข้าใจมากขึ้น




Avian Influenza หรือ ไข้หวัดนกคืออะไร

Avian Influenza หรือ Bird Flu หรือ ไข้หวัดนก เป็นโรคติดเชื้อซึ่งติดต่อและระบาดในหมู่สัตว์ โดยเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว จะก่อให้เกิดการติดเชื้อใน นก และ สุกร (ซึ่งพบได้น้อยกว่านก) เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจาก เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีความจำเพาะต่อชนิดสิ่งมีชีวิตสูงมาก (highly species-specific) แต่ทว่า ในบางโอกาส (ซึ่งเกิดได้ยากมาก ๆ) เชื้อไวรัสสามารถก้าวข้ามกำแพงระหว่าง species ได้ จึงก่อให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์

เนื่องจากเป็นไวรัสที่ระบาดในสัตว์ การแบ่งประเภทความรุนแรงนั้น ก็เป็นการแบ่งในสัตว์เช่นกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ low pathogenic form และ highly pathogenic form. ซึ่งแบบแรกนั้นไม่รุนแรง เป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้แทบไม่แสดงอาการให้เป็น อาจมีเพียงผลิตไข่ได้ลดลงเท่านั้น ในขณะที่แบบหลังนั้น มีรุนแรงสูงมาก สามารถระบาดไปทั้งฟาร์ม เกิดพยาธิสภาพกับอวัยวะภายใน (ย้ำว่าของสัตว์) และอาจตายหมดภายใน 48 ชั่วโมง

ไวรัสชนิดไหนที่เป็นแบบ highly pathogenic form

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Influenza virus นั้น แบ่งเป็นชนิด A, B, C ซึ่งในไวรัสชนิด A (ต่อไปจะเรียกว่า Influenza A virus) นั้น ประกอบด้วยโปรตีนที่ผิวไวรัสสองชนิดคือ H หรือ Hemagglutinin และ N หรือ Neuraminidase โดย H มีชนิดย่อย ๆ 16 subtypes และ N มี 9 subtypes เฉพาะ H5 และ H7 เท่านั้นที่ก่อให้เกิด highly pathogenic form อย่างไรก็ตามชนิดของเชื้อ Influenza A virus นั้น ยังขึ้นกับชนิดของ N อีกด้วย ดังนั้นไม่ใช่ว่าไวรัสที่มี H5 หรือ H7 ทุกชนิดจะก่อให้เกิดโรครุนแรงในสัตว์ปีก

ด้วยความรู้ในปัจจุบันนี้ เข้าใจว่าไวรัสที่มี H5 หรือ H7 นั้น จะติดเชื้อในฟาร์มหรือเล้าในลักษณะของ low pathogenic form ก่อน เมื่อเชื้ออยู่ในสัตว์และติดต่อกันไปมาในฟาร์มนั้น เชื้อไวรัสก็จะค่อย ๆ กลายพันธุ์ (mutate) ในเวลาไม่กี่เดือน ก็จะกลายเป็น highly pathogenic form ในที่สุด และนี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อมีการค้นพบเชื้อไวรัส H5 หรือ H7 ในสัตว์ปีก จึงทำให้หลายหน่วยงานต้องตระหนัก แม้ว่าอาการของสัตว์เหล่านั้นจะยังไม่มากก็ตาม

นกที่บินอพยพข้ามถิ่น แพร่เชื้อไวรัสหวัดนกแบบ highly pathogenic หรือเปล่า

บทบาทตรงนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจนัก อย่างไรก็ตาม นกเป็ดน้ำ (Wild waterfowl) ถือได้ว่าเป็นรังโรค (reservoir) ของ influenza A virus พวกมันมีเชื้ออยู่ในตัว โดยที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งก็จะมีเชื่อ H5 และ H7 อยู่โดย (แบบ low pathogenic form) หลักฐานที่มีอยู่ตอนนี้บ่งชี้ว่า นกเหล่านี้อาจจะนำเชื้อแบบ low pathogenic form ไปติดกับนกหรือเป็ดไก่ในฟาร์มเลี้ยงก่อน แล้วจึงกลายพันธุ์เป็น highly pathogenic ในภายหลัง

ขณะนี้มีข้อมูลที่บ่งว่า นกอพยพบางชนิดสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัส H5N1 ในแบบ highly pathogenic form ได้โดยตรงด้วย ก็คงต้องรอหลักฐาน และ ข้อมูลที่มากขึ้น

การระบาดของไวรัสในสัตว์ที่อยู่ในสัตว์ปีก (poultry) ในปัจจุบันมีอะไรที่พิเศษ

การระบาดของไวรัสหวัดนก highly pathogenic form ในปัจจุบัน ที่เริ่มจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกลางปี 2003 นี้ เป็นการระบาดที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่การระบาดจะเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อม ๆ กันจนทำให้เกิดการตายของสัตว์ปีกเป็นจำนวนมาก แบบนี้

สาเหตุเกิดจาก H5N1 virus. และแม้ว่าจะมีการตายและทำลายสัตว์ปีกไปมากกว่า 150 ล้านตัวแล้ว เชื้อไวรัสก็ยังคงระบาดอยู่ในหลายพื้นที่ของอินโดนีเซีย และ เวียตนาม และบางพื้นที่ในกัมพูชา จีน ไทย และอาจจะในลาวด้วย การควบคุมโรคในสัตว์ปีกเหล่านี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาหลายปี

ประเทศใดบ้างที่ประสบปัญหาการระบาดของไวรัสในสัตว์ปีก

ตั้งแต่กลางธันวาคม 2003 จนถึง ต้นกุมภาพันธ์ 2004 มีรายงานการระบาดของ H5N1 virus ในสัตว์ปีกจาก 8 ประเทศ คือ (เรียงตามลำดับการรายงาน) เกาหลีใต้ เวียตนาม ญี่ปุ่น ไทย กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย และ จีน ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยพบการระบาดของ avian influenza แบบ highly pathogenic มาก่อนเลยในประวัติศาสตร์

ต้นสิงหาคม 2004 มาเลเซีย (เป็นประเทศที่เก้า) รายงานการระบาดของ H5N1 virus ในสัตว์ปีก (poultry) เป็นครั้งแรก ต่อมา รัสเซีย รายงานการระบาดของ H5N1 ในปลายเดือนกรกฎาคม 2005 ตามมาด้วยรายงานจากคาซักสถานในเดือนสิงหาคม ซึ่งทั้งรัสเซียและคาซักสถานได้พบนกป่าตายจาก highly pathogenic H5N1 virus ในช่วงเวลาเดียวกันมองโกเลียก็ได้รายงานนกอพยพตายจาก H5N1 ด้วย ตุลาคม 2005 มีการยืนยันการระบาดของ H5N1 ในฟาร์มสัตว์ปีกที่ตุรกี และ โรมาเนีย

ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ได้ประกาศว่าสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสในสัตว์ปีกได้แล้ว และในปัจจุบันนี้ถือว่าสามประเทศนี้ปลอดจากโรคไข้หวัดนก ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้น การระบาดยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง (โดยมีความรุนแรงต่าง ๆ กัน)


(ต่อ)

2006/Jun/25

ก็เป็นภาคต่อจากคราวที่แล้วนะครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผมได้ไปดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง รักจัง แล้ว หลงรักพอลล่า เอ๊ย... แล้วก็เลย คิดถึงตัวเองขึ้นมาน่ะครับ

เพราะผมเคยเกิดอุบัติเหตุ ศีรษะกระแทก จนจำใครไม่ได้ ขนาดจำตัวเองก็ยังไม่ได้อยู่ 2 วันเต็มครับ

Postconcussion syndrome (PCS) อืม จะให้ชื่อภาษาไทยว่าอะไรดีนะนี่ ไอ้ผมก็ไม่ใช่ราชบัณฑิตย์ จะกำหนดคำแปลภาษาต่างประเทศตามใจชอบมันก็กะไรอยู่

เอาว่า post- ถ้าเติมหน้าคำก็แปลว่าหลังจาก.. concussion นี่รู้จากคราวที่แล้ว ๆ syndrome ก็กลุ่มอาการ คือไม่ใช่มีแค่อาการเดียว มันมาเป็นกลุ่ม ๆ แปลรวม ๆ ก็กลุ่มอาการที่เกิดขึ้นหลังจาก concussion (การบาดเจ็บที่สมอง... นิยามเป็นยังไง ดูจากอะไร อ่านจากครั้งที่แล้วได้นะครับ) 

Concussion is a subset of mild Traumatic Brain Injury (TBI), and it is a trauma-induced alteration in mental status that may or may not involve loss of consciousness

Practice parameter: the management of concussion in sports (summary statement). Report of the Quality Standards Subcommittee of the American Academy of Neurology. Neurology 1997; 48:581.


ถ้ายังไงขอทับศัพท์ (และทับคำย่อด้วย) ไปก่อนนะครับ

กลุ่มอาการ Postconcussion syndrome (PCS) ที่ว่านี้ เป็นผลแทรกซ้อนที่เกิดตามมาหลังจากมีการบาดเจ็บที่สมอง (ส่วนใหญ่ใช้เรียกเมื่อการบาดเจ็บนั้นไม่ได้รุนแรงมาก แต่ว่าถ้ารุนแรงมากก็เกิด PCS ได้)

อาการต่าง ๆ เช่น ปวดศีรษะ รู้สึกมึน อาการทางจิตประสาท ความผิดปกติในกระบวนการรับรู้และการใช้ความคิด การที่จะเกิด PCS ตามมานั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการสลบหลังจากมีอุบัติเหตุนะครับ

อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าอาการที่ยกมานั้นมันก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงอะไรนัก อาการต่าง ๆ ที่ว่านี้ สามารถเกิดกับคนปกติที่ไม่ได้มีอุบัติเหตุแล้วก็เกิดบาดเจ็บที่ศีรษะและสมองได้

ประมาณว่า 30-80% ของผู้ที่ประสบเหตุบาดเจ็บต่อสมองในระดับรุนแรงน้อยถึงปานกลางจะมีอาการของกลุ่มอาการ PCS จากการศึกษาไม่พบว่าความรุนแรงของการบาดเจ็บจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะเกิด PCS ขึ้น

ก็มีการศึกษาที่แสดงว่า เพศหญิง และ อายุที่มากขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มี PCS มากขึ้นหลังจากการบาดเจ็บทางสมอง แล้วก็การบาดเจ็บที่เกิดจากกีฬา มีการดำเนินโรคที่ดีกว่า จากอุบัติเหตุจราจร การตกจากที่สูง หรือ ถูกทำร้ายร่างกาย

ทั้งนี้กลไกที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการ PCS นี้เชื่อว่านอกจากเป็นจากการบาดเจ็บต่อสมองโดยตรงแล้ว ก็ยังน่าจะมีผลมาจากกลไกทางจิตใจด้วย

อาการต่าง ๆ ของกลุ่มอาการ PCS เช่น ปวดศีรษะ มึนงง นอนไม่หลับ นั้น เป็นอาการที่อาจจะเป็นจากจิตใจได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถให้ข้อสรุปได้ว่า การการเหล่านี้ที่เกิดกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทางสมอง จะเป็นจากกลไกทางจิต

มาลงรายละเอียดที่อาการกันนะครับ

อาการต่าง ๆ ในกลุ่มอาการ PCS ที่พบได้บ่อยเช่น ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนล้า หงุดหงิด กังวล นอนไม่หลับ รวบรวมสมาธิได้ลำบาก สูญเสียความทรงจำ ทนเสียงดังไม่ได้ อาการพวกนี้ ก็แล้วแต่บุคคลครับ อาจจะรุนแรงไม่เท่ากัน

อาการปวดศีรษะ พบได้ 25-78% ในผู้ที่ผ่านการบาดเจ็บทางสมองแบบไม่รุนแรง น่าแปลกที่ ในผู้ที่บาดเจ็บแบบไม่รุนแรงนี้ อาการปวดศีรษะเกิดได้มากกว่า และนานกว่าผู้ที่บาดเจ็บด้วยความรุนแรงที่มากกว่า ผู้ป่วยจำนวนมาก (27-75%) อาการปวดศีรษะนี้อาจเป็นได้มากกว่า 1 ลักษณะ เช่น มีการปวดแบบ tension ร่วมกับแบบ ไมเกรน (migraine) ได้

มากกว่า 75% จะมีอาการปวดแบบ tension ซึ่งอาจจะปวดทุกวัน ปวดตลอด หรือ ปวดเป็นพัก ๆ ด้วยระยะเวลาที่ต่าง ๆ กัน ลักษณะปวดจะปวดแบบตื้อ ๆ ตึง ๆ แน่นๆ ทั้งสองข้าง อาจจะปวดที่ท้ายทอย หน้าผาก ขมับ ปวดเหมือนถูกรัด หรือใส่หมวกคับ ๆ

การปวดแบบ migraine นั้นก็จะปวดแบบตุบ ๆ มีการปวดข้างใดข้างหนึ่งได้ อาจจะมีการแพ้แสง คลื่นไส้อาเจียน และอาจจะมีแสงแว๊บ ๆ (aura) ก่อนจะมีอาการปวดได้

นอกจากนี้ยังมีการปวดแบบอื่นอีก เช่น การปวดหลังจากที่มีการบาดเจ็บที่เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณศีรษะและใบหน้า ทำให้อาจมีการปวดแบบปวดแสบปวดร้อน ตื้น ๆ ที่หนังศีรษะและใบหน้าได้ครับ

อุบัติเหตุที่ทำให้น้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid ซึ่งหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง) รั่ว ก็ทำให้มีการปวดศีรษะที่สัมพันธ์กับท่าทางได้ คือเวลานอนจะไม่ปวด แต่จะมีอาการปวดอย่างรุนแรงเวลานั่งได้ครับ

อาการมึนงง พบได้ประมาณครึ่งหนึ่ง บางคร้งอาจจะเป็นการเวียนแบบบ้านหมุน (vertigo) ซึ่งมักจะเป็นจากการบาดเจ็บต่อหูชั้นใน มากกว่าที่จะเป็นการบาดเจ็บต่อก้านสมอง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว มึนในแบบของกลุ่มอาการ PCS มักเป็นมึนแบบทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่มึนแบบหมุน

อาการทางจิต และ ความผิดปกติในการเรียนรู้ มากกว่าครึ่งหนึ่งอาจจะมีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง ดื้อขึ้น ขี้สงสัย หงุดหงิดง่าย ขี้กังวล ซึมเศร้าหลังจากบาดเจ็บทางสมองแบบไม่รุนแรง บางคนทนเสียงดังไม่ได้ กลัวผู้คน เมาสุราง่ายกว่าปกติ

บางคนที่มีปัญหาด้านความทรงจำ และ การรวบรวมสมาธิ ซึ่งพบว่าอาการนี้จะเป็นเด่นชัดมากหลังจากอุบัติเหตุทันที และจะค่อย ๆ ดีขึ้นในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ จนถึงเป็นเดือน ๆ

อาการต่าง ๆ เหล่านี้ที่จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาการ PCS ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะมีอาการมากที่สุดในช่วง 7 - 10 วันแรกหลังจากอุบัติเหตุ ที่เวลาประมาณ 1 เดือน อาการจะดีขึ้นมาก จนเกือบไม่มีอาการ ส่วนใหญ่จะหายที่ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน

ส่วนน้อยคือประมาณ 10-15% อาจจะมีอาการเป็นปี หรือ นานกว่านั้น ผู้ป่วยที่ไม่หายสักที มีอาการตั้งแต่หลายเดือน จนถึงเป็นปีนั้น บางทีอาการอาจจะแย่กว่าตอนที่เริ่มเป็นเสียอีก โดยอาการที่เด่นชัดที่สุดจะเป็นอาการทางด้านอารมณ์ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพราะก่อนมีอุบัติเหตุ ผู้ป่วยมีอาการทางจิตประสาทอยู่ก่อนแล้ว หรืออาจเพราะมีแรงกดดันบางอย่างจากสภาพแวดล้อม หรือ อาจเป็นเพราะแกล้งทำก็ได้

แน่ละ ที่เป็นจริง ๆ ก็มี พวกนี้อาจจะเป็นเพราะมีการบาดเจ็บซ้ำ ๆ หลายครั้ง

โดยสรุป กลุ่มอาการ Postconcussion syndrome (PCS) เป็นกลุ่มของอาการที่ผู้ป่วยมีหลังจากเกิดเหตุบาดเจ็บที่สมองแบบไม่รุนแรง ส่วนใหญ่เป็น ปวดศีรษะ มึน สุญเสียความสามารถในการคิด การเรียนรู้ และมีอาการทางจิตประสาทได้ ความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้น ไม่ชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่จะเกิด PCS และทำนายไม่ได้ว่าจะหายจากอาการ PCS เมื่อไหร่

เนื่องจากจะเห็นได้ว่าอาการต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่จำเพาะเจาะจง จึงอาจจะไม่ได้เป็นผลมาจากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก็ได้ หรือ อาจจะเป็นจากผลแทรกซ้อนอื่น เช่น มีเลือดออกในศีรษะอย่างเรื้อรังก็ได้เช่นกัน

โดยปกติจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเป็นสัปดาห์ ส่วนน้อยที่เป็นอยู่นานหลายเดือน จนถึงปี

หมายเหตุ แปลและเรียบเรียงโดยสรุปจาก Postconcussion syndrome โดย Randolph W Evans, MD, FAAN จาก UpToDate version 14.1




Plin, :-p
View full profile