Music

2008/Nov/30



(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)

Why! ...
Enigma

(Michael Cretu)



I was childish and unfair to you, my only friend
I regret, but now it's too late

I can't show you anymore, the things I've learned from you
Cause life just took you away

I'm asking why
I'm asking why
Nobody gives an answer

I'm just asking why
But someday, we'll meet again
And I'll ask you...

I'll ask you why, why it has to be like this
I'm asking you why, please give me an answer

Many years of stupid fights till we accept to see
How it was and would always be

Why it has to be like this, why we don't realize
Why we're too blind to see the one who's always on our side

I'm asking why
I'm asking why
Nobody gives an answer

I'm just asking why
Just tell me why, why it has to be like this
That the good ones disappear
I'm asking you why

I'm asking why
I'm asking why
Nobody gives an answer

I'm just asking why
I'm asking why




el=0"



el=0"



el=0"



กำลังรู้สึกเศร้าและอึดอัดกับเหตุการณ์ในช่วงนี้ อยากจะเขียนถึงและแสดงความเห็น แต่ก็รู้สึกอึ้งจนเขียนไม่ออก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะพบตัวละครทุกคนที่เกียวข้อง แต่ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าได้พบแล้วจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี

คงเหลือแต่เพียงคำถามว่า ทำไม

ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้ ทำไมต้องมาสู้กันเอง

ทำไม! ...

ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าฝ่ายไหนจะดีไปกว่ากันเลย ยึดเหตุผลของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เคารพกันและกัน ทำเหมือนไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย

ลืมไปแล้วเหรอว่า เป็นพวกเราเคยเป็นฝ่ายเดียวกัน นั่นก็คือเป็นคนไทยเหมือนกัน ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน

เลิกส่งเสริมให้เกลียดชังซึ่งกันและกันได้แล้ว ความสามัคคีหายไปไหน

พอเสียทีเถอะ

จะเป็นเครื่องมือ เป็นตัวเบี้ยบนกระดาน ให้คนอื่นทำไม

จะฆ่ากันเอง.. ทำไม

ช่วยตอบหน่อย จะได้ไหม

ทำไม! ...

edit @ 30 Nov 2008 21:45:40 by Plin, :-p

2008/Apr/20



(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)




ประมาณช่วงต้นเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2550 ข้าพเจ้าได้เข้าไปอ่าน blog นึง ของคุณ cottonbook ซึ่งใน entry นั้นได้แนะนำอัลบั้มเพลงที่คุณเจ้าของ blog ชื่นชอบ แต่เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว แนวเพลงที่ข้าพเจ้ากับคุณ cottonbook ชื่นชอบนั้นต่างกัน ดังนั้นตอนแรกข้าพเจ้าจึงมองผ่านไปอย่างเร็ว ๆ ก่อน

ในที่สุด ก็มาสะดุดกับภาพอัลบั้มหนึ่ง เป็นรูปหญิงสาวผมทอง กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียง เธอถือพัดด้วยมือขวาซึ่งอยู่ที่ระดับสะโพก พัดสีชมพูของเธอนั้นกางออกเพื่อบังบริเวณทรวงอกเอาไว้ แต่ไม่ได้บังใบหน้าและสายตาของเธอไปด้วย

อ๊ะ เปล่า ๆ ข้าพเจ้าไม่ได้สะดุดภาพนี้ เพราะอยากให้เธอยกเอาพัดออก แต่สะดุดเพราะว่า นี่เป็นอัลบั้ม original soundtrack ของภาพยนตร์ แม้ว่าเราจะชอบเพลงไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็มีเพลงประกอบภาพยนตร์นี่แหละที่ข้าพเจ้ากับคุณ cottonbook ชอบคล้าย ๆ กัน ก็เลยเริ่มรู้สึกสนใจอัลบั้มนี้ขึ้นมาบ้าง

แต่พออ่าน ๆ review ที่เขียนถึงแล้ว ข้าพเจ้าก็ชักจะเปลี่ยนใจ คือ เพลงที่คุณเจ้าของ blog ชอบในอัลบั้มนี้ ก็ยังออกในแนว pop rock alternative ซึ่งเป็นแนวนี้ข้าพเจ้าไม่ชอบ (แต่คุณ cottonbook ชอบ) อยู่นั่นเอง



ข้าพเจ้ามองภาพปกอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะหามาฟังดีหรือเปล่า ก็ไปสะดุดอีกครั้งกับตัวอักษรลาง ๆ ในภาพว่า Original Motion Picture Soundtrack : MARIE ANTOINETTE : Written and Directed by SOFIA COPPOLA

ในวันนั้นก็เลยได้รู้ว่า มีภาพยนตร์เรื่อง Marie Antoinette ที่เขียนบทและกำกับโดย Sofia Coppola ด้วย (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ทราบมาก่อน)

เนื่องจาก ข้าพเจ้าประทับใจภาพยนตร์เรื่อง Lost in Translation มาก ซึ่งกำกับและเขียนบทโดย Sofia Coppola เช่นกัน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเลิกคิดมาก แล้วรีบไปหาซื้อ CD ชุดนี้ทันที

แม้ว่าจะยังไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อนก็ตาม

ที่จริง ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจด้วยว่า เรื่อง Marie Antoinette นี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา โรงไหน หรือตามเทศกาลไหนบ้างหรือไม่ เนื่องจากข้าพเจ้าพลาดไป.. คือไม่ได้ติดตามข่าวสาร ก็เลยไม่ได้มีโอกาสได้ดู Kirsten Dunst แสดงเป็นพระนาง Marie Anotoinette ในโรงภาพยนตร์



อัลบั้มชุดนี้ จะมี CD 2 แผ่น ข้าพเจ้ายอมรับว่า พอฟัง CD แผ่นแรก ครั้งแรกแล้วรู้สึกเสียดาย เพราะข้าพเจ้าไม่ชอบดนตรีแนว pop rock เลย แต่พอมาฟังแผ่นที่สองชักเข้าเค้าหน่อย เพราะเริ่มมีแนว electronic เด่นขึ้นบ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม พอหาซื้อ DVD ภาพยนตร์เรืองนี้มาชมได้แล้ว ข้าพเจ้าก็ลองหยิบเอา CD แผ่นแรกมาฟังซ้ำ กลับรู้สึกชอบมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ ไป ๆ มา ๆ ข้าพเจ้าชอบบางเพลงในแผ่นแรกมากกว่าแผ่นที่สองเสียอีก

CD ทั้งสองแผ่นนี้รวบรวมเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ โดยรวมรวมมาจากเพลงในอัลบั้มต่าง ๆ โดยศิลปินหลายท่าน เพลง Jynweythek Ylow นี้ก็เช่นกัน เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม drukQs ซึ่งเป็น studio album ของ Aphex Twin โดยใน CD เพลงประกอบภาพยนตร์นี้ Jynweythek Ylow อยู่ในแผ่นที่สอง track ที่สอง

ข้าพเจ้าชอบเพลงนี้เพราะว่ามันแปลกดี แล้วมันก็ดูเหงา ๆ ดีด้วย

อืม.. จะว่าไป พอเขียนถึงตอนนี้แล้วก็นึกถึงเพลง
Alone in Kyoto ของ AIR ที่ข้าพเจ้าแนะนำไปเมื่อสองปีก่อน ซึ่งเพลงนั้นเป็น OST ของ Lost in Translation

นอกจากการกำกับการแสดงและบทภาพยนตร์ที่ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงอารมณ์ของผู้ชมเข้าไว้กับอารมณ์ของภาพยนตร์ก็คือ ดนตรีประกอบนั่นเอง และสงสัยว่า ข้าพเจ้าจะหลงชอบอารมณ์เหงา ๆ ของ Sofia Coppola ที่ส่งผ่านจาก Lost in Translation มาสู่ Marie Antoinette เสียแล้วสิ ก็เลยชอบเพลงแบบนี้


(ภาพตัวอย่าง Prepared Piano จาก
anthony patera)

ไม่ว่าสหายจะชอบเพลงนี้หรือไม่ก็ตาม แต่คิดว่า หลายท่านคงเห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่แปลก

เริ่มจากเสียงเครื่องดนตรีก่อน ฟังดูเป็นเสียงจากเปียโน แต่ว่าฟังแล้วเสียงจะแปร่ง ๆ อยู่สักหน่อย เพลงนี้บรรเลงโดยเปียโนดัดแปลง หรือ ที่เรียกว่า Prepared Piano ซึ่งเป็นเปียโนที่ดัดแปลงให้มีเสียงแปลกไปจากเดิม โดยนำเอาวัตถุอื่น ๆ เช่นน๊อต ไปวางไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ภายในเปียโน เช่น สายเปียโน ค้อนสักหลาด หรือที่ damper

ดนตรี ช้า เร็ว สลับกันไปเรื่อย ๆ มีจังหวะที่เป็นแบบแผน บรรเลงเวียนวน ซ้ำไป ซ้ำมา ดูเรื่อยเปื่อย ไร้อารมณ์ ไร้แก่นสาร ส่วนสุ้มเสียงเดี๋ยวหนักขึ้น เดี๋ยวเบาลง ที่ดูเหมือนว่าไร้อารมณ์ในตอนแรกนั้น อันที่จริงก็ไม่ใช่จะไร้ จะแล้งไปเสียทีเดียว หากคงหลงเหลืออารมณ์เหงา เฉกเช่นในยามที่ไม่มีใครนั่นเอง

สุดท้ายของความแปลก ก็คือชื่อของเพลง Jynweythek Ylow ซึ่งเขียนด้วยภาษา Cornish จัดเป็นภาษาตระกูล Celtic ใกล้เคียงกับภาษา Gaelic , Welsh และ Breton ใช้กันในเมือง Cornwall ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ทางรัฐบาลอังกฤษจัดภาษา Cornish เป็นภาษาที่มีการใช้กันน้อยในประเทศ

Jynweythek Ylow แปลว่า Electronic Machine Music หรือ เพลงเครื่องจักรไฟฟ้า (Ylow แปลว่า Music)



ข้าพเจ้าหลับตาฟังเพลงนี้แล้ว ฟังแล้วก็นึกไปถึง พระนาง Marie Antoinette ในขณะที่ยังทรงมีพระชนมายุได้เพียง 14 พระชันษา ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศออสเตรีย เพื่อมาอภิเสกสมรสกับ หลุยส์ที่สิบหก (สมัยที่ยังทรงเป็นรัชทายาทอยู่) พระองค์มาเพียงพระองค์เดียว ต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อนเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส แม้แต่พระสหาย

แม้จะทรงประทับอยู่ในพระราชวัง Versailles ใหญ่โต ห้อมล้อมไปด้วยข้าราชบริพาร ทุกอย่างที่หรูหรา แต่พระองค์ยังยังเหมือนอยู่เพียงลำพัง ขาดพระสหาย ผู้คนรอบข้างเพียงแต่มองพระองค์ว่า เป็นเพียงเจ้าหญิงต่างชาติ เป็นเพียงเจ้าหญิงออสเตรีย เท่านั้น แม่แต่พระสวามีก็ไม่ค่อยเอาพระทัยใส่เท่าที่ควร

รู้สึกเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้าตลอดเวลา

เป็นอารมณ์ที่ เหงา ปล่าวเปลี่ยว เดียวดาย ที่ภาพยนตร์สามารถสื่อออกมาได้ดีมาก ซึ่งนอกจากจะรู้สึกเห็นใจพระนาง Marie Antoinette แล้วบางที ผู้ชมยังอาจรู้สึกอึดอัดตามไปด้วย ถ้าหากได้มีชีวิตอยู่ในพระราชวัง Versailles ในสภาพนั้น

พอได้ยินคำว่า "พระนาง Marie Antoinette" หลายคนคงนึกภาพไปถึง <