Music

2008/Nov/30



(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)

Why! ...
Enigma

(Michael Cretu)



I was childish and unfair to you, my only friend
I regret, but now it's too late

I can't show you anymore, the things I've learned from you
Cause life just took you away

I'm asking why
I'm asking why
Nobody gives an answer

I'm just asking why
But someday, we'll meet again
And I'll ask you...

I'll ask you why, why it has to be like this
I'm asking you why, please give me an answer

Many years of stupid fights till we accept to see
How it was and would always be

Why it has to be like this, why we don't realize
Why we're too blind to see the one who's always on our side

I'm asking why
I'm asking why
Nobody gives an answer

I'm just asking why
Just tell me why, why it has to be like this
That the good ones disappear
I'm asking you why

I'm asking why
I'm asking why
Nobody gives an answer

I'm just asking why
I'm asking why




el=0"



el=0"



el=0"



กำลังรู้สึกเศร้าและอึดอัดกับเหตุการณ์ในช่วงนี้ อยากจะเขียนถึงและแสดงความเห็น แต่ก็รู้สึกอึ้งจนเขียนไม่ออก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะพบตัวละครทุกคนที่เกียวข้อง แต่ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าได้พบแล้วจะเริ่มต้นที่ตรงไหนดี

คงเหลือแต่เพียงคำถามว่า ทำไม

ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้ ทำไมต้องมาสู้กันเอง

ทำไม! ...

ข้าพเจ้าไม่เห็นว่าฝ่ายไหนจะดีไปกว่ากันเลย ยึดเหตุผลของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เคารพกันและกัน ทำเหมือนไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย

ลืมไปแล้วเหรอว่า เป็นพวกเราเคยเป็นฝ่ายเดียวกัน นั่นก็คือเป็นคนไทยเหมือนกัน ร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน

เลิกส่งเสริมให้เกลียดชังซึ่งกันและกันได้แล้ว ความสามัคคีหายไปไหน

พอเสียทีเถอะ

จะเป็นเครื่องมือ เป็นตัวเบี้ยบนกระดาน ให้คนอื่นทำไม

จะฆ่ากันเอง.. ทำไม

ช่วยตอบหน่อย จะได้ไหม

ทำไม! ...

edit @ 30 Nov 2008 21:45:40 by Plin, :-p

2008/Apr/20



(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)




ประมาณช่วงต้นเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2550 ข้าพเจ้าได้เข้าไปอ่าน blog นึง ของคุณ cottonbook ซึ่งใน entry นั้นได้แนะนำอัลบั้มเพลงที่คุณเจ้าของ blog ชื่นชอบ แต่เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว แนวเพลงที่ข้าพเจ้ากับคุณ cottonbook ชื่นชอบนั้นต่างกัน ดังนั้นตอนแรกข้าพเจ้าจึงมองผ่านไปอย่างเร็ว ๆ ก่อน

ในที่สุด ก็มาสะดุดกับภาพอัลบั้มหนึ่ง เป็นรูปหญิงสาวผมทอง กำลังนอนเอกเขนกอยู่บนเตียง เธอถือพัดด้วยมือขวาซึ่งอยู่ที่ระดับสะโพก พัดสีชมพูของเธอนั้นกางออกเพื่อบังบริเวณทรวงอกเอาไว้ แต่ไม่ได้บังใบหน้าและสายตาของเธอไปด้วย

อ๊ะ เปล่า ๆ ข้าพเจ้าไม่ได้สะดุดภาพนี้ เพราะอยากให้เธอยกเอาพัดออก แต่สะดุดเพราะว่า นี่เป็นอัลบั้ม original soundtrack ของภาพยนตร์ แม้ว่าเราจะชอบเพลงไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยก็มีเพลงประกอบภาพยนตร์นี่แหละที่ข้าพเจ้ากับคุณ cottonbook ชอบคล้าย ๆ กัน ก็เลยเริ่มรู้สึกสนใจอัลบั้มนี้ขึ้นมาบ้าง

แต่พออ่าน ๆ review ที่เขียนถึงแล้ว ข้าพเจ้าก็ชักจะเปลี่ยนใจ คือ เพลงที่คุณเจ้าของ blog ชอบในอัลบั้มนี้ ก็ยังออกในแนว pop rock alternative ซึ่งเป็นแนวนี้ข้าพเจ้าไม่ชอบ (แต่คุณ cottonbook ชอบ) อยู่นั่นเอง



ข้าพเจ้ามองภาพปกอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจว่าจะหามาฟังดีหรือเปล่า ก็ไปสะดุดอีกครั้งกับตัวอักษรลาง ๆ ในภาพว่า Original Motion Picture Soundtrack : MARIE ANTOINETTE : Written and Directed by SOFIA COPPOLA

ในวันนั้นก็เลยได้รู้ว่า มีภาพยนตร์เรื่อง Marie Antoinette ที่เขียนบทและกำกับโดย Sofia Coppola ด้วย (ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ทราบมาก่อน)

เนื่องจาก ข้าพเจ้าประทับใจภาพยนตร์เรื่อง Lost in Translation มาก ซึ่งกำกับและเขียนบทโดย Sofia Coppola เช่นกัน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเลิกคิดมาก แล้วรีบไปหาซื้อ CD ชุดนี้ทันที

แม้ว่าจะยังไม่เคยชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อนก็ตาม

ที่จริง ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจด้วยว่า เรื่อง Marie Antoinette นี้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์บ้านเรา โรงไหน หรือตามเทศกาลไหนบ้างหรือไม่ เนื่องจากข้าพเจ้าพลาดไป.. คือไม่ได้ติดตามข่าวสาร ก็เลยไม่ได้มีโอกาสได้ดู Kirsten Dunst แสดงเป็นพระนาง Marie Anotoinette ในโรงภาพยนตร์



อัลบั้มชุดนี้ จะมี CD 2 แผ่น ข้าพเจ้ายอมรับว่า พอฟัง CD แผ่นแรก ครั้งแรกแล้วรู้สึกเสียดาย เพราะข้าพเจ้าไม่ชอบดนตรีแนว pop rock เลย แต่พอมาฟังแผ่นที่สองชักเข้าเค้าหน่อย เพราะเริ่มมีแนว electronic เด่นขึ้นบ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม พอหาซื้อ DVD ภาพยนตร์เรืองนี้มาชมได้แล้ว ข้าพเจ้าก็ลองหยิบเอา CD แผ่นแรกมาฟังซ้ำ กลับรู้สึกชอบมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ ไป ๆ มา ๆ ข้าพเจ้าชอบบางเพลงในแผ่นแรกมากกว่าแผ่นที่สองเสียอีก

CD ทั้งสองแผ่นนี้รวบรวมเพลงที่ใช้ประกอบภาพยนตร์ โดยรวมรวมมาจากเพลงในอัลบั้มต่าง ๆ โดยศิลปินหลายท่าน เพลง Jynweythek Ylow นี้ก็เช่นกัน เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม drukQs ซึ่งเป็น studio album ของ Aphex Twin โดยใน CD เพลงประกอบภาพยนตร์นี้ Jynweythek Ylow อยู่ในแผ่นที่สอง track ที่สอง

ข้าพเจ้าชอบเพลงนี้เพราะว่ามันแปลกดี แล้วมันก็ดูเหงา ๆ ดีด้วย

อืม.. จะว่าไป พอเขียนถึงตอนนี้แล้วก็นึกถึงเพลง
Alone in Kyoto ของ AIR ที่ข้าพเจ้าแนะนำไปเมื่อสองปีก่อน ซึ่งเพลงนั้นเป็น OST ของ Lost in Translation

นอกจากการกำกับการแสดงและบทภาพยนตร์ที่ดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงอารมณ์ของผู้ชมเข้าไว้กับอารมณ์ของภาพยนตร์ก็คือ ดนตรีประกอบนั่นเอง และสงสัยว่า ข้าพเจ้าจะหลงชอบอารมณ์เหงา ๆ ของ Sofia Coppola ที่ส่งผ่านจาก Lost in Translation มาสู่ Marie Antoinette เสียแล้วสิ ก็เลยชอบเพลงแบบนี้


(ภาพตัวอย่าง Prepared Piano จาก
anthony patera)

ไม่ว่าสหายจะชอบเพลงนี้หรือไม่ก็ตาม แต่คิดว่า หลายท่านคงเห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่แปลก

เริ่มจากเสียงเครื่องดนตรีก่อน ฟังดูเป็นเสียงจากเปียโน แต่ว่าฟังแล้วเสียงจะแปร่ง ๆ อยู่สักหน่อย เพลงนี้บรรเลงโดยเปียโนดัดแปลง หรือ ที่เรียกว่า Prepared Piano ซึ่งเป็นเปียโนที่ดัดแปลงให้มีเสียงแปลกไปจากเดิม โดยนำเอาวัตถุอื่น ๆ เช่นน๊อต ไปวางไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ภายในเปียโน เช่น สายเปียโน ค้อนสักหลาด หรือที่ damper

ดนตรี ช้า เร็ว สลับกันไปเรื่อย ๆ มีจังหวะที่เป็นแบบแผน บรรเลงเวียนวน ซ้ำไป ซ้ำมา ดูเรื่อยเปื่อย ไร้อารมณ์ ไร้แก่นสาร ส่วนสุ้มเสียงเดี๋ยวหนักขึ้น เดี๋ยวเบาลง ที่ดูเหมือนว่าไร้อารมณ์ในตอนแรกนั้น อันที่จริงก็ไม่ใช่จะไร้ จะแล้งไปเสียทีเดียว หากคงหลงเหลืออารมณ์เหงา เฉกเช่นในยามที่ไม่มีใครนั่นเอง

สุดท้ายของความแปลก ก็คือชื่อของเพลง Jynweythek Ylow ซึ่งเขียนด้วยภาษา Cornish จัดเป็นภาษาตระกูล Celtic ใกล้เคียงกับภาษา Gaelic , Welsh และ Breton ใช้กันในเมือง Cornwall ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ ทางรัฐบาลอังกฤษจัดภาษา Cornish เป็นภาษาที่มีการใช้กันน้อยในประเทศ

Jynweythek Ylow แปลว่า Electronic Machine Music หรือ เพลงเครื่องจักรไฟฟ้า (Ylow แปลว่า Music)



ข้าพเจ้าหลับตาฟังเพลงนี้แล้ว ฟังแล้วก็นึกไปถึง พระนาง Marie Antoinette ในขณะที่ยังทรงมีพระชนมายุได้เพียง 14 พระชันษา ก็ต้องเดินทางออกจากประเทศออสเตรีย เพื่อมาอภิเสกสมรสกับ หลุยส์ที่สิบหก (สมัยที่ยังทรงเป็นรัชทายาทอยู่) พระองค์มาเพียงพระองค์เดียว ต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อนเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส แม้แต่พระสหาย

แม้จะทรงประทับอยู่ในพระราชวัง Versailles ใหญ่โต ห้อมล้อมไปด้วยข้าราชบริพาร ทุกอย่างที่หรูหรา แต่พระองค์ยังยังเหมือนอยู่เพียงลำพัง ขาดพระสหาย ผู้คนรอบข้างเพียงแต่มองพระองค์ว่า เป็นเพียงเจ้าหญิงต่างชาติ เป็นเพียงเจ้าหญิงออสเตรีย เท่านั้น แม่แต่พระสวามีก็ไม่ค่อยเอาพระทัยใส่เท่าที่ควร

รู้สึกเหมือนกับเป็นคนแปลกหน้าตลอดเวลา

เป็นอารมณ์ที่ เหงา ปล่าวเปลี่ยว เดียวดาย ที่ภาพยนตร์สามารถสื่อออกมาได้ดีมาก ซึ่งนอกจากจะรู้สึกเห็นใจพระนาง Marie Antoinette แล้วบางที ผู้ชมยังอาจรู้สึกอึดอัดตามไปด้วย ถ้าหากได้มีชีวิตอยู่ในพระราชวัง Versailles ในสภาพนั้น

พอได้ยินคำว่า "พระนาง Marie Antoinette" หลายคนคงนึกภาพไปถึง ราชินีแห่งฝรั่งเศสผู้ดำเนินพระชนม์ชีพอยู่อย่างหรูหรา ฟุ่มเฟือย ท่ามกลางความอดอยากของประชาชนในประเทศ จนถูกติดสินประหารด้วยเครื่องกิโยตินในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส

แต่มนุษย์โดยพื้นฐานนั้น ไม่มีใครที่อยากเป็นคนไม่ดี การกระทำหลาย ๆ อย่างที่ดูไม่ดี ย่อมมีสาเหตุ มีที่มา และ Sofia Coppola ก็พยายามนำเสนอในส่วนนี้ ซึ่งหลายคน อาจมองว่า นี่เป็นการแก้ต่างให้พระนาง Marie Antoinette อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องยอมรับว่า ในที่สุดแล้ว พระนางก็ทรงเป็นมนุษย์ ที่ย่อมทรงมีความรู้สึกทั้งสุข ทุกข์ รู้สึกแปลกแยก และรู้สึกเหงาในบางครั้ง เหมือนกับบุคคลทั่วไปเช่นกัน

ดังนั้นแทนที่จะมองดูด้วยความรู้สึกที่เกลียดชัง พวกเราจึงน่าที่จะพิจารณาพระนางด้วยความเข้าใจมากกว่า



เพราะทั้งพระนางและเรานั้น ต่างก็ไม่ใช่เครื่องจักรไฟฟ้าที่ไร้ความรู้สึก

2008/Mar/09



(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)




เพลง Tribal Gathering ประพันธ์โดย Walter Taieb และ Vanessa-Mae เป็นเพลง track ที่ 7 ใน อัลบั้มชุด Choreography ของ Vanessa-Mae

คำว่า Choreography นั้น แปลว่า การเต้นรำ หรือ การออกแบบท่าเต้นรำ อัลบั้มนี้มีทั้งหมด 10 เพลง ซึ่งแต่ละเพลงนั้น จะมีทำนอง จังหวะ ที่ให้อารมณ์แตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่ให้อารมณ์ที่ร้อนแรง และ น่าตื่นเต้น โดยผสมผสานแนวเพลงเต้นรำจากวัฒนธรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นละติน อัฟริกัน ฯลฯ นำมาเรียบเรียงใหม่ แล้วบรรเลงโดยวง Royal Philharmonic Orchestra

อัลบั้มนี้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แต่ข้าพเจ้าไปหาซื้อ CD แผ่นนี้มาฟังได้ ก็ประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 แล้ว ที่ข้าพเจ้าจำได้แม่นเลยว่าเป็นตอนไหน ก็เพราะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงนั้นพอดี

อันที่จริงแล้ว เรื่องราวมันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนักหรอก แต่มันก็มากพอทำให้ปวดหัวได้เหมือนกัน (ก็เลยจำได้... จะว่าไป entry นี้เป็น entry ระลึกความหลัง)



เรื่องของเรื่องคือ ตอนนั้น ข้าพเจ้าไปทะเลาะกับสหายท่านหนึ่งกันใน webboard แห่งนึง (ที่ไหนไม่บอกนะ) แล้วตามไปวิวาทะกันต่อใน blog ของสหายท่านนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนแรก มันเริ่มจากประเด็นเล็ก ๆ ก็พัฒนากลายไปเป็นประเด็นใหญ่ ๆ คำว่าใหญ่ในที่นี้ไม่ใช่ว่ารุนแรงมากขึ้น แต่มันนอกประเด็นมากขึ้นเรื่อย ๆ น่ะสิ

ว่าแต่ มันนอกประเด็นไปขนาดไหนน่ะเหรอ ก็... ไม่มากไม่มายนักหรอก แค่จากการบ่นส่วนตัวไปเรื่อยเปื่อย (ที่จริงมันไม่ได้เรื่อยเปื่อยซะทีเดียวนะ ทุกอย่างมีจุดหมายทั้งนั้นล่ะ) ต่อมาก็โจมตีกัน ไปจนกระทั่งการวิจารณ์ก่นด่านโยบายของรัฐบาล แล้วกำลังจะเลยเถิดไปถึงการแบ่งข้าง (ที่จริงยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่เกือบแล้ว และอย่าลืมว่าช่วงปี พ.ศ. 2549 นั้นเป็นปีแห่งการเลือกข้าง ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ยอมเลือกแล้ว ก็ยังมีคนเกือบจะยัดเยียด "ข้าง" ให้ข้าพเจ้าจนได้)

อ้อ ลืมบอกว่า ที่จำได้ว่าเป็นเดือนเมษายนก็เพราะว่า เรื่องที่สหายท่านนั้นบ่น มันเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันสงกรานต์

เราพิมพ์คุยกันไป ด่ากันมา ผ่านหน้า webboard และ blog รวมความยาวทั้งสิ้น 30 หน้ากระดาษ A4 ถ้า print โดยตรงจาก internet explorer (ถ้ามาจัดหน้าใน word processor ก็ยังได้ประมาณ 20 หน้าเศษ)

ซึ่งที่จริงแล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติของคนที่ทะเลาะกัน เพราะไม่ยอมรับเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่ง (ดังที่เราก็จะเห็นตัวอย่างกัน ตามหน้าหนังสือพิมพ์ และ โทรทัศน์ ได้ทุกวี่ทุกวัน) ก็เลย คุยกันได้นอกเรื่อง เยิ่นเย้อ ยาวนาน แบบนี้

แต่ว่า การตบมือข้างเดียวนั้น...ไม่ดัง ข้าพเจ้าเองยอมรับว่า การที่ทะเลาะกันได้ 20-30 หน้ากระดาษ A4 นี้ ข้าพเจ้ามีส่วนผิดไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าพเจ้ายึดเหตุผลของตัวเอง แล้ว "ตัดสิน" สหายท่านนั้นไปแล้วในระดับหนึ่งก่อน โดยไม่เปิดใจมองภาพให้กว้างว่า ในสถานการณ์ที่สหายท่านนั้นกำลังเผชิญอยู่นั้น มันสุ่มเสี่ยง กดดัน และอันตรายขนาดไหน (ขอไม่เล่าละเอียดกว่านี้นะ เดี๋ยวไม่จบ และจะนอกประเด็นไป) นอกจากนี้ ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักสหายท่านนั้นดีพอที่จะไปต่อว่าอะไรมากมาย

ข้าพเจ้าคิดว่า การจะหยุดทะเลาะกันให้ได้นั้น ข้าพเจ้าคงจะต้องเปิดใจให้มากกว่านี้ และคงต้องทำความรู้จักตัวตนของอีกฝ่ายให้มากขึ้นอีก ซึ่งในวัฒนธรรม blog แบบนี้ คงไม่มีวิธีไหนจะสะดวกและง่ายที่สุดเท่ากับการ อ่านเรื่องที่เค้าเขียนทั้งหมด

ใช่แล้ว... ทั้งหมด... ข้าพเจ้าลงทุนอ่าน blog ทุก entry ของสหายท่านนั้น ทำให้ได้รับทราบเรื่องราวต่าง ๆ แม้บางเรื่องจะเป็นประเด็นเล็ก ๆ เช่น เล่นดนตรีอะไร เลี้ยงสัตว์ชนิดไหน ฯลฯ แต่ก็ทำให้รู้จักตัวตนในบางแง่มุมมากขึ้น และแล้วมุมมองที่ข้าพเจ้ามีต่อสหายท่านนั้นก็เปลี่ยนไป แม้จะไม่ได้เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยมันก็คงดีกว่าตั้งหน้าตั้งตาจะจับผิด และตำหนิเอาถ่ายเดียว ทำให้ประเด็นที่คุยกันต่อมานั้น เบาลง เป็นในทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น

เพียงไม่นาน เราก็เลิกทะเลาะกันได้ ในที่สุด



ที่จริงจะว่าบังเอิญก็ได้ คือ ข้าพเจ้าซื้อ CD แผ่นนี้ในช่วงหลังวันหยุดสงกรานต์ปี พ.ศ. 2549 ประมาณหนึ่งสัปดาห์พอดี (ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่งดีกับสหายท่านนั้นใหม่ ๆ)

ในการฟังเพลงบรรเลงนั้น โดยปกติข้าพเจ้าจะฟังโดยยังไม่อ่านชื่อเพลงหลาย ๆ รอบก่อน จากนั้นจึงค่อยอ่านชื่อเพลงแล้วตั้งใจฟังใหม่อีกครั้ง เพื่อดูว่าจินตนาการจะต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

หลังจากฟังอัลบั้มนี้รอบแรก มีอยู่เพลงหนึ่ง พอข้าพเจ้าได้ฟังแล้วกลับนึกถึงสหายท่านนั้นพอดีเลย ยิ่งฟังหลายรอบ ก็ยิ่งจินตนาการได้เป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว เพลงที่ว่านั้นก็คือ Tribal Gathering นั่นเอง ซึ่งอันที่จริงแล้ว ถ้าพิจารณาเรื่องราวที่ข้าพเจ้าจินตนาการได้ มันก็ไม่เข้ากันเท่าไรกับชื่อเพลงนัก



เสียงเดี่ยวไวโอลินของ Vanessa-Mae ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นผู้หญิงอายุน้อยคนหนึ่ง (อ้อ... ลืมบอกไปว่า ตอนนั้นสหายที่ข้าพเจ้าทะเลาะด้วยนั้น เป็นผู้หญิงรุ่นน้องอายุน้อยกว่า) ขณะนี้เธอกำลังเดินอยู่ในแดนสนธยา หลงทาง รู้สึกตื่นเต้น สับสน ด้วยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกจริง หรือ อยู่ในความฝัน สิ่งแวดล้อมโดยรอบช่างดูแตกต่างจากที่เคยเห็น และไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย จะทำอะไร ก็มีอุปสรรค เรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ ค่อย ๆ เกิดขึ้น และราวกับว่าจะมาพร้อม ๆ กันจากทุกทิศทุกทาง

เสียง percussion ยังคงดำเนินต่อ เพียงแต่จังหวะค่อย ๆ เปลี่ยนไป ตามชะตาชีวิตที่กำลังเปลี่ยนผัน

ทันใดนั้นเอง ดนตรีก็เกรี้ยวกราด ดุดัน มากขึ้น ราวกับฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย สัตว์ประหลาดร่างยักษ์ หลายสายพันธุ์ ค่อย ๆ ปรากฎกายขึ้น ต่างก็กระโจนพุ่งเข้าโจมตีสาวน้อยคนนั้นทันที พวกมันไม่รู้จักความยุติธรรมอันใด กลับร่วมกันรุมทำร้ายสาวน้อยตัวคนเดียว

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างยาวนาน ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด แต่สาวน้อยก็ยังรับมือได้หลายกระบวนท่าอยู่

ลืมบอกไปว่า เนื่องจากเราไม่เคยพบกัน ก็เลยต้องจินตนาการหน้าตาและบุคลิกกันหน่อย และรวมไปถึงกระบวนท่าด้วย ถ้าหากเราทะเลาะกันหลังจากได้ชมหนังเรื่อง Chocolate แล้ว ข้าพเจ้าอาจจะนึกไปถึงจีจ้า ญาณิน วิสมิตะนันท์ อยู่ก็ได้

แต่จินตนาการครั้งนี้เกิดจากเพลงที่มีทำนองเต้นรำ แล้วเสียง percussion ก็ให้อารมณ์แบบอัฟริกันด้วย ปรากฎว่ากระบวนท่าในจินตนาการตอนนั้นจึงออกมาเป็นเหมือนท่าทางเต้นรำแบบอ้ฟริกัน แถมด้วยการร่ายบริกรรมเวทย์มนตร์ เพื่อเข้าต่อสู้

แม้จินตนาการจะไม่สุดสิ้น แต่เพลงก็มีที่สิ้นสุด เมื่อเพลงจบลง ข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ



พอข้าพเจ้ามาอ่านชื่อเพลงเข้า Tribal Gathering หรือ การชุมนุมของชนเผ่า ที่นี้ข้าพเจ้านึกไปถึงการบูชายัญ และแล้ว จินตนาการก็เปลี่ยนไป

เสียงไวโอลินยังทำให้ข้าพเจ้านึกถึงสาวน้อย และเสียง percussion ยังบอกจังหวะของชะตาชีวิตอยู่ เพียงแต่ ข้าพเจ้ามองเห็นกองไฟ มองเห็นการร่ายรำของชนเผ่านับหมื่น ๆ ชีวิต วันนี้ชนเผ่าคนเถื่อนต่างก็มาชุมนุมกันรอบกองไฟ โดยมีสาวน้อยถูกมัดเอาไว้กับเสาไม้ เพื่อเป็นเครื่องสังเวยในพิธีบูชายัญ

อันที่จริง การชุมนุมของชนเผ่า อาจจะไม่จำเป็นต้องมาบูชายัญก็ได้ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการรวมตัวของชนเผ่าคนเถื่อน เพราะว่า Tribal Gathering นี้เป็นชื่องาน Dance Music Festival งานหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ

แต่เนื่องจากความคิดได้ต่อเนื่องมาจากภาพการต่อสู้ในจินตนาการครั้งแรก (ซึ่งก็ต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่สหายท่านนั้นเผชิญในถิ่นทุรกันดาร) ข้าพเจ้าจึงอดจินตนาการไปในแบบนั้นไม่ได้ว่า สาวน้อยคนนั้นกำลังจะถูกบูชายัญ เพราะหลงเข้าไปในดินแดนของคนเถื่อน ที่เค้าไม่ยอมรับความคิดที่แตกต่างของเธอ

เสียงไวโอลินในตอนนี้จึงเหมือนเสียงที่กรีดร้องด้วยความกลัวของสาวน้อย แต่นั่นก็ไม่อาจทัดทานเสียงเกรี้ยวกราด รุนแรง ดุดัน จากเครื่องดนตรีชนิดอื่นได้

เมื่อเพลงจบลง ข้าพเจ้าจินตนาการไปไม่เห็นตอนจบ อาจเป็นเพราะ ข้าพเจ้าไม่อยากให้ตัวเอกเป็นฝ่ายแพ้ แต่ ชีวิตก็แบบนี้ล่ะ ไม่มีอะไรแน่นอน แล้วก็คงไม่ได้จบลงอย่างมีความสุขทุกครั้งไปหรอกนะ



ดูเหมือนว่า เรื่องราวที่สหายท่านนั้นพยายามสู้ (คือที่บ่นไว้นั่นแหละ) จะสำเร็จไปได้ในระดับหนึ่ง และตอนนี้ เธอก็ไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้นอีกต่อไปแล้ว

หลังจากเหตุการณ์ที่ทะเลาะกัน ข้าพเจ้ากับสหายท่านนั้น ณ วันนี้ ก็ทำความเข้าใจกันดี ไม่มีอะไรค้างคาในใจต่อกันอีก และเป็นสหายที่ดีต่อกันแล้ว เพียงแต่ว่า... พวกเราก็ยังไม่เคยเจอกันอยู่ดีนั้นแหละ

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่า ถ้าเราอยากจะรู้จักใครสักคนใน internet ให้มากขึ้นนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การอ่าน "ความคิด" ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ที่เค้าเขียน และเปิดใจของเราให้กว้างเข้าไว้

แล้วศัตรูก็จะเปลี่ยนเป็นมิตรได้ ด้วยการพยายามที่จะเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของกันและกัน

ทุกครั้งที่ฟังเพลง Tribal Gathering นี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงคิดถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น และนึกถึงภาพในจินตนาการที่เคยมีต่อเพลงในวันนั้น แต่ว่าตอนนี้ ข้าพเจ้าก็เกิดความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย นั่นก็คือ... ณ วันนี้ พวกเราเป็นฝ่ายเดียวกัน

ว่าแต่สหายท่านอื่นฟังเพลงนี้แล้ว จินตนาการถึงอะไรบ้างล่ะ



หมายเหตุ
สองปีที่แล้ว ข้าพเจ้านำเพลง Tribal Gathering นี้ไปประกอบ VDO หัดทำเล่น ๆ เรื่องหนึ่ง โดยนำภาพถ่ายชุด Epic Fight ! จำนวน 8 ภาพของคุณ
หมาเลี้ยงแกะ มาเรียงกันเป็น VDO ความยาว 5 นาที

Epic Fight ! เรื่องนี้ จะจบลงอย่างมีความสุขหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ขอบอกไว้ก่อนว่า เนื่องจาก VDO ที่ทำนั้นข้าพเจ้าหัดทำอย่างลวกมาก ๆ การลำดับภาพทำได้น่าเบื่อแล้วชวนให้ง่วงอย่างมาก ขณะนี้ยังไม่มีเวลาทำใหม่อีกครั้งหนึ่ง

edit @ 9 Mar 2008 22:50:52 by Plin, :-p



Plin, :-p
View full profile