Music

2008/Feb/14


(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)



 

The Tao of Love
Album : China (Released 1979)
Artist : Vangelis




 


(ภาพ 太極圖)



ภาพวาด 太極圖 นี้ เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงระบบความคิดและความเข้าใจต่อสรรพสิ่ง ในภูมิปัญญาวัฒนธรรมจีนโบราณ เราคนไทย อาจคุ้นที่จะเรียกภาพนี้ว่าเป็นสัญลักษณ์หยินหยาง ซึ่งสิ่งที่แสดงถึงหลักปรัชญาคำสอนของลัทธิเต๋า

ภายในกรอบวงกลมซึ่งแสดงถึงปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจักรวาลนั้น ยังมีบริเวณที่เป็นสีดำและสีขาวอันแสดงถึงธาตุพลังในธรรมชาติ ที่มีคุณลักษณะตรงข้ามกันอยู่สองชนิด บริเวณสีดำของภาพแสดงถึง ธาตุหยิน (陰) และสีขาว เป็น ธาตุหยาง (陽) ธาตุทั้งสองนี้มีปฎิกิริยาต่อกัน มีความสัมพันธ์กัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน และเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของสรรพสิ่งในธรรมชาติ

ในมนุษย์เราก็มีทั้งพลังธาตุหยินและธาตุหยาง รวมกันอยู่อย่างสมดุลย์ โดยสัมพัทธ์แล้วธาตุหยินแสดงถึงความเป็นหญิง และ ธาตุหยางแสดงถึงความเป็นชาย

คำว่าเต๋า (道) แปลตามตัวอักษรจะหมายถึง ทาง หรือ ถนน แต่ความหมายที่แท้แล้วกว้างกว่านั้นมาก เช่น หลักคำสอน ความจริงที่แท้ วิถีแห่งธรรมชาติ กฏที่ควบคุมกลไกของสรรพสิ่ง หรือ พลังแห่งจักรวาล ซึ่งในจักรวาลนี้จะมีธาตุหยินและธาตุหยางประกอบอยู่

ไม่ว่าจะแปลว่าอะไรก็ตาม ในเต๋านั้นมีทุกสรรพสิ่ง และในทุกสรรพสิ่งจะมีเต๋าอยู่ด้วย ความรักก็เช่นกัน



เพลง The Tao of love (หรือ เต๋าแห่งความรัก) ของ Vangelis นี้ เป็นเพลงในแนว Electronica อยู่ในอัลบัม China ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 ว่ากันว่า Vangelis แต่งเพลงอัลบั้ม China แม้ว่าจะไม่เคยไปเยือนประเทศจีนเลยก็ตาม ดังนั้นความเข้าใจในวัฒนธรรมจีนและความรู้เกี่ยวกับ “เต๋า” ของ Vangelis นั้น น่าจะได้มาจากการอ่านและเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ แล้วกลั่นออกมาเป็นอัลบั้มชุดนี้

ใน คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง (道德經) ซึ่งเป็นคัมภีร์ของลัทธิเต๋านั้น จะเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า 道可道,非常道。(เต๋าที่อธิบายได้นั้น ไม่ใช่เต๋าที่แท้) 名可名,非常名。(ชื่อที่เรียกชื่อได้นั้น ไม่ใช่ชื่อที่ยั่งยืน) ดังนั้นการอธิบายว่าอะไรคือเต๋าแห่งความรักนั้น คงไม่สามารถทำได้โดยง่าย เพราะนอกจากจะไม่เข้าใจว่าเต๋าคืออะไรแล้ว เราคงต้องมาให้นิยามกับความรักอีกด้วย (ซึ่งแต่ละคนให้ความหมายไม่ตรงกันแน่) และคำอธิบายที่ได้นั้นคงไม่สมบูรณ์ครบถ้วนทุกแง่มุม ไม่อาจใช้เป็นคำตอบที่ยั่งยืนโดยไม่มีข้อโต้แย้งได้

ดังนั้นการอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมด้วยภาษาเขียน อาจจะพาผู้อ่านให้ออกห่างจากความหมายที่แท้จริงได้ บางครั้งการอธิบายด้วยภาษาศิลปะเช่นภาพวาดหรือดนตรี อาจจะให้ความหมายได้กว้างและครอบคลุมได้มากกว่า

สำหรับ ศิลปินแนว New Age / Electronic Music ซึ่งสรรสร้างดนตรีด้วยเครื่อง synthesizer อย่างเช่น Vangelis แล้ว การอธิบาย “เต๋าแห่งความรัก” จึงออกมาในรูปของดนตรีบรรเลงอิเลคโทรนิก

อย่างไรก็ตาม การจะเข้าถึงสิ่งที่ดนตรีสื่อออกมาได้นั้น นอกจากจะขึ้นกับความเข้าใจของศิลปินผู้สร้างผลงานเองแล้ว ยังขึ้นกับจินตนาการของผู้เสพย์ดนตรีอีกด้วย แน่ล่ะ ต่างคนฟัง ต่างก็คงเข้าใจ “เต๋าแห่งความรัก” กันไปคนละแบบ แต่ความเข้าใจที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะลึกซึ้งกว่าที่ได้รับจากการอ่านภาษาเขียนก็เป็นได้



ข้าพเจ้ารู้สึกถึงดนตรีที่สนทนากัน โดยช่วงแรกของดนตรีนั้น บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดเดียว ครั้นต่อมาจึงค่อย ๆ มีเครื่องดนตรีเข้ามาอีกชนิด แม้จะบรรเลงเพลงเดียวกัน แต่ต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวอยู่ คล้ายหนึ่งไม่เข้ากันในตอนต้น เพราะไม่รู้แนวทางกัน จังหวะเพลงนั้น ช้า เร็ว ต่างกัน บรรเลงได้สักพักก็เหมือนจะต้องมาหยุดพักเอาไว้ก่อน แล้วจึงมาเริ่มบรรเลงกันใหม่อีกครั้ง สามารถบรรเลงประสานร่วมกันเป็นดนตรีที่ไพเราะได้ในที่สุด

อารมณ์ของเพลงนั้น มีทั้ง อ้างว้าง เริงร่า ขม หวาน ทุกข์ สุข เป็นหยิน และ หยาง สลับและผสมกันไป เฉกเช่นความรัก

ในเต๋ามีความรัก ในความรักมีเต๋า มีหยินหยาง มีคุณลักษณะที่เป็นคู่ผสมอยู่ และมีสองคนที่รักกัน

คนสองคนเข้าหากัน ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันก่อน อาจเข้ากันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ปรับแนวทางของกัน จากความไม่คุ้นเคยก็กลายเป็นความผูกพัน เกิดความสุขที่ได้ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน ก่อเกิดความรู้สึกที่เป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่พาวิญญาณของเราร้อยรัดเข้าไว้ด้วยกัน แต่สุดท้ายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นก็อาจจะต้องจบลง ไม่อาจมีสิ่งใดอยู่เหนือกฎไตรลักษณ์ได้ ไม่เว้นแม้แต่ความรัก

ความรู้สึกในตอนจบของแต่ละฝ่ายจะเป็นเช่นไรนั้น ก็คงขึ้นอยู่กับว่า บริบทของเหตุการณ์ในตอนจบนั้นเป็นเช่นไรด้วย การมีความรักกับอีกคนหนึ่งไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายจะเป็นที่พึ่งให้ได้ตลอด อาจจะเลิกกัน หรือ ตายจากกันไปก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน การเศร้าเสียใจก็เป็นเพราะไม่เข้าใจในสัจธรรมของความไม่เที่ยงแท้ หากเข้าใจและมีสติกับเหตุการณ์ทั้งหมด ก็จะระลึกได้ว่า ความรักนั้น ก็มีเหตุปัจจัยตามธรรมชาติของมันอยู่ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และถึงกาลแตกดับ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความรู้สึกดี ๆ ในช่วงเวลาเหล่านั้น จะคงอยู่ในความทรงจำ ตลอดไป



ข้าพเจ้าเข้าใจเพลง The Tao of love เป็นเช่นนี้ แล้วสหายล่ะเข้าใจอย่างไรบ้าง

edit @ 15 Feb 2008 15:45:26 by Plin, :-p

2008/Feb/03

[ฟังเพลงอื่นอีก]


 


(สำหรับ Broadband หรือ Hi-Speed Internet)


(สำหรับ dial-up หรือ Low-Speed Internet)



 

Deigo, the flowers that we held
Distant winds
Sigh beneath the clouds
Deigo, the flowers that we lost
Distant winds
Call upon a storm
I embrace my sorrow deep within
Like the waves
That cross the ocean shore

* Uuji where we first met (sang)
In a forest green and gold
Now I stand beneath the tree
Where I cried my last farewell

** Shima Uta my island ride the wind
Together fly like birds
Across the ocean waves
Shima Uta my island ride the wind
Delivering my tears
Across the ocean waves

Deigo, the flowers gently sway
Gently fall
And rippling in the breeze
Time goes by my dream of happiness
Drifts away
Petals floating on the sea

* Repeat
** Repeat

Shima Uta my island ride the wind
Delivering my love
Across the ocean waves



 



ครั้งแรกที่ฟังเพลงนี้ ข้าพเจ้าก็ชอบเสียแล้วสิ แม้ว่าทำนองจะค่อนข้างแปลก แล้วก็มีคำบางคำที่ข้าพเจ้าไม่ทราบความหมายอยู่ด้วย

เริ่มตั้งแต่คำแรกเลย Deigo... ถ้าหากข้าพเจ้าไม่ได้ฟังเพลงนี้ก่อน ก็คงนึกไปว่าคำนี้อาจจะพิมพ์ผิด (เพราะถ้าลอง seach คำว่า Deigo ใน google ระบบก็ยังคิดว่าเราพิมพ์ผิดเลย คือจะได้รับคำถามกลับมาว่า Did you mean: diego ?)

จากเนื้อเพลงที่ว่า Deigo, the flowers that we held... ก็อาจจะเดาได้ว่า Deigo เป็นชื่อของดอกไม้

ส่วน Uuji กับ Shima Uta ก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร อาจจะเป็นสถานที่ หรือเป็น ต้นไม้ (ในป่า) ชนิดหนึ่งกระมัง ข้าพเจ้าเก็บความสงสัยไว้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งมาเอะใจว่า คำเหล่านี้ อาจจะเป็นการทับศัพท์มาจากภาษาญี่ปุ่นก็ได้

ด้วยความสงสัย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า อะไรคือ Deigo) จึงต้องมีการสืบค้นข้อมูลกันสักหน่อย

ในที่สุดก็พบว่า ความจริงแล้วเพลง Shima-Uta ที่ขับร้องโดย Isobel Cooper เพลงนี้ เป็นการนำเพลง Shima-Uta (島唄) ซึ่งประพันธ์โดย Kazufumi Miyazawa (วง The Boom) มาเรียบเรียงใหม่โดย Mike Gibbs จากเนื้อร้องภาษาญี่ปุ่นและทำนองในแบบผสมผสาน pop rock กับดนตรีพื้นเมือง มาเป็นภาษาอังกฤษและทำนองแบบที่สหายกำลังฟังกันอยู่

ที่จริงแล้ว Shima-Uta ฉบับภาษาญี่ปุ่นของ The Boom นั้น เป็นที่นิยมกันอย่างมาก และมีศิลปินญี่ปุ่นหลายคนนำไปร้องอีกด้วย



 

(เนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่น)
島唄

でいごの花が咲き 風を呼び 嵐が来た
deigo no hana ga saki kaze wo yobi arashi ga kita 

でいごが咲き乱れ 風を呼び 嵐が来た
deigo no ga sakimidare kaze wo yobi arashi ga kita

くり返す悲しみは 島渡る波のよう
kurikaesu kanashimi ha shimawataru nami no yo u

ウージの森であなたと出会い
u-ji no mori de anata to deai

ウージの下で千代にさよなら
u-ji no shita de chiyo ni sayonara

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

鳥とともに 海を渡れ
tori to tomo ni umi wo watare

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

届けておくれ 私の涙
todokete okure watashi no namida
 
でいごの花も散り さざ波がゆれるだけ
deigo no hana mo chiri sazanami ga yureru dake

ささやかな幸せは うたかたの波の花
sasayakana shiawase wa utakata no nami no hana

ウージの森で歌った友よ
u-ji no mori de utatta tomo yo

ウージの下で八千代の別れ
u-ji no shita de yachiyo no wakare

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

鳥とともに 海を渡れ
tori to tomo ni umi wo watare

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

届けておくれ 私の愛を
todoke okure watashi no ai wo
 
海よ 宇宙よ 神よ いのちよ
umi yo uchuu yo kami yo inochi yo

このまま永遠(とわ)に夕凪を
konomama towa ni yuunami wo

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

鳥とともに 海を渡れ
tori to tomo ni umi wo watare

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

届けておくれ 私の涙
todokete okure watashi no namida
 
島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

鳥とともに 海を渡れ
tori to tomo ni umi wo watare

島唄よ 風に乗り
shima uta yo kaze ni nori

届けておくれ 私の愛を
todokete okure watashi no ai wo



 


(สัญลักษณ์ประจำจังหวัดโอกินาว่า)



Kazufumi Miyazawa เขียนเพลง Shima-Uta จากความประทับใจบรรยากาศบนเกาะโอกินาว่า ในต้นฉบับของ The Boom นั้น จะมีเสียงเครื่องดนตรีพื้นเมืองโอกินาว่าบรรเลงประกอบ นอกจากนี้ศัพท์บางคำในเพลงก็เกี่ยวข้องกับโอกินาว่าอีกด้วย

ด้วยความที่ไม่ทราบภาษาญี่ปุ่น ข้าพเจ้าจึงลองเทียบประโยค กับ ใช้โปรแกรม translator ที่หาได้ใน internet ร่วมกับหาบทความหลาย ๆ อันเทียบกัน จึงพบว่า Deigo นั้นเป็นการทับศัพท์มาจาก でいご ซึ่งเป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่งจริง ๆ


(ภาพจาก
www.asahi-net.or.jp)



Deigo (でいご) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erythrina variegata ถือเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดโอกินาว่า

และต้น Erythrina variegata นี้ ในภาษาไทยก็คือ ทองหลางลาย หรือ ปาริชาติ (บ้างว่าเพี้ยนมาจาก ปาริฉัตร) นั่นเอง ซึ่งถือเป็นพรรณไม้มงคลในพุทธศาสนา

นอกจากนี้ ปาริชาติ หรือ Erythrina variegata ยังถือเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดปทุมธานีอีกด้วย (ส่วนดอกไม้ประจำจังหวัดปทุมธานีคือ ดอกบัวหลวง หรือ Nymphaea lotus)

ที่ข้าพเจ้าคิดว่ามีปัญหา สักหน่อยคือคำว่า Uuji (ウージ) เนื่องจากพอใช้ web translator แล้ว แปลได้ว่า sugar cane หรือ อ้อย แต่ข้าพเจ้าเองไม่แน่ใจว่าจะมีความหมายพิเศษกว่านี้หรือไม่ เพราะในเพลงเลือกที่จะทับศัพท์คำว่า ウージ มาเลย และเหมือนว่าในเพลง "ต้นอ้อย" ต้นนี้จะมีความสูงพอสมควรทีเดียว ต้องถามคนที่เคยไปโอกินาว่าว่า อ้อยที่นั่นต้นสูงขนาดไหน

ส่วนคำว่า Shima-Uta (島唄) นั้น จะแปลได้ตรง ๆ ตัวว่า Island songs หรือ เพลงเกาะ

แม้จะชอบ "เพลงเกาะ" ใน version ภาษาอังกฤษนี้ค่อนข้างมาก แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ค่อยชอบเพลงต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นของ The Boom เท่าไหร่

ก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะพบว่า เพลงนี้เดิมเป็นเพลงญึ่ปุ่น เวลาฟังเพลงนี้ทีไร ใจก็นึกไปถึงเสียงคลื่น ลม และ ดอกไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร กำลังปลิวตกลงมา พอค้นไปเจอว่าต้นฉบับนั้นเกี่ยวกับเกาะโอกินาว่า ฟังซ้ำอีกครั้ง อารมณ์ก็เริ่มเจือปนด้วยความรู้สึกในบรรยากาศแบบญึ่ปุ่น ยิ่งพอทราบว่าโอกินาว่ามีประวัติศาสตร์อย่างไร ความรู้สึกก็ยิ่งเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ พอทราบว่า Deigo คือ ต้นปาริชาติ ซึ่งเป็น ต้นไม้ในพุทธศาสนา อารมณ์สงบก็เริ่มเข้ามาแทนที่

เพลง ๆ เดียวกันนี้เอง เมื่อฟังแล้ว อาจจะก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก แปรเปลี่ยนไปตามปริมาณความรู้และประสบการณ์ที่เกียวข้อง ข้าพเจ้าคิดว่า การมองหาที่มาและประวัติของเพลงที่ชอบนั้น จะช่วยให้ฟังเพลงได้ไพเราะ และ สนุกยิ่งขึ้น

อันที่จริง ถ้าจังหวัดปทุมธานี มีลักษณะเป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยทะเลแบบภูเก็ต ข้าพเจ้าอาจคิดถึงปทุมธานี แทน โอกินาว่าเป็นแน่!!!



ป.ล. สหายท่านใดที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น ถ้าทราบว่า Uuji (ウージ) น่าจะมีความหมายอื่นอีก รบกวนแจ้งข้าพเจ้าด้วย


 


[ฟังเพลงอื่นอีก]

edit @ 4 Feb 2008 00:14:04 by Plin, :-p

2008/Jan/15



(ฟังเฉพาะเสียง)


Merry Christmas Mr. Lawrence เป็นชื่อของภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ฉายในปี ค.ศ. 1983 มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก "ต้องห้าม" ที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันเชลย ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ประพันธ์โดย Ryuichi Sakamoto ซึ่ง Merry Christmas, Mr. Lawrence ของเดิมนั้นจะเป็นเพลงบรรเลง โดยมีเปียโนเป็นเครื่องดนตรีหลัก

นอกจากนี้ยังมีอีก version ซึ่งจะมีเนื้อร้องด้วย ขับร้องโดย David Sylvian เพลงนั้นมีชื่อว่า Forbidden Colours ซึ่งข้าพเจ้าเคยนำมาแนะนำให้สหายได้ฟังกันแล้ว

ส่วน Merry Christmas Mr. Lawrence ใน version นี้ เรียบเรียงใหม่โดย Kotaro Oshio ในอัลบั้ม Starting Point ปี ค.ศ. 2002

ด้วยการบรรเลงเปียโนของ Ryuichi Sakamoto นั้น ทำนองดนตรีของเพลงนี้จัดได้ว่ามีความไพเราะอย่างหาที่เปรียบมิได้อยู่แล้ว ทว่า.. การนำมาเรียบเรียงใหม่โดย Kotaro Oshio ในครั้งนี้ ก็นับว่ามีความน่าสนใจอยู่มากทีเดียว

อันที่จริงแล้ว การฟังเสียงกีตาร์ที่บรรเลงอย่างเดียวนั้น อาจจะไม่ประทับใจเท่ากับการได้เห็นลีลาการใช้มือและนิ้วของ Kotaro Oshio ด้วย




Plin, :-p
View full profile