Photo-Blog

2014/Apr/19



พอดีว่าไม่ค่อยได้กลับบ้านใน กทม. วันนี้ผมก็ตกใจตื่นขึ้นมาว่า ทำไมได้ผมยินเสียงไก่ขัน???



คุณแม่เลยตอบข้อสงสัยผมว่า "ไก่ของเพื่อนบ้านเขาน่ะ เขาเอามาเลี้ยง"

แต่ผมก็ยังสงสัยอยู่ดีแหละว่า.. เลี้ยงไก่กลาง กทม. เลยเนี่ยนะ??

ปัญหาคือ ถ้าไก่ของบ้านอื่น แล้วทำไมเสียงไก่ขันถึงได้มาดังหน้าบ้านเรา

แม่เลยบอกอีกว่า "มันมาขันเพื่อขออาหารบ้านเราน่ะลูก"



อะไรนะ!!?? แบบนี้ก็ เสียไก่กันพอดีสิ ตกลงที่ไก่ขันเนี่ย ไม่ได้ขันเพราะเห็นพระอาทิตย์ขึ้น แต่พวกมันขันเพราะจะมาขอ (หรืออาจจะมาปลุก) ให้แม่เอาข้าวไปให้พวกมันกิน!!!

พอผมเดินออกไปที่ประตูบ้าน ก็เห็นไก่สองตัว ตัวผู้ตัว ตัวเมียตัว ยืนขันอยู่ที่รั้วบ้านจริง ๆ ด้วยล่ะสิ

แม่ก็เลยบอกว่า "เนี่ย เดี๋ยวลูกมันก็มา ที่จริงมันมาสองรอบแล้วล่ะ แต่ยังไม่ว่างเอาข้าวไปให้"



ผมก็เคยได้ยินแต่ว่า ไก่กิน "ข้าวเปลือก" แต่นี่แม่ผมเอา "ข้าวสาร" ให้มันกิน





ผมถ่ายรูปไม่ทัน ตอนที่พวกมันชะเง้อคอเข้ามาผ่านรั้วบ้านเรา ตอนนั้นพวกมันคงนึกว่า วันนี้จะไม่มีใครเอาข้าวไปให้ 



แล้วอีกรูปที่ผมถ่ายไม่ทัน ก็คือตอนที่ไก่ครอบครัวนี้ มันวิ่งห้อ กรูกันเข้ามาจากไหนก็ไม่รู้มากินข้าวสารที่แม่โปรยให้



ความจริงมันมีอีกครอบครัวนึงนะ แต่วันนี้เห็นแค่นี้ ส่วนไก่อีกตัวที่กินอยู่ห่าง ๆ นี้ แม่บอกว่า "มันเป็นไก่หนุ่มกว่า ดูจากหงอน หงอนยังเล็ก สงสัยทะเลาะกันเลยไม่มากินใกล้ ๆ"



อืม.. ก็แปลกดีนะ มีอย่างนี้ด้วย

2009/Mar/22

อืม.. ก่อนที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อท่านผู้อ่าน (ที่บังเอิญเปิดหน้านี้เข้ามา) ก็ต้องขอแจ้งให้ทราบเสียตั้งแต่ย่อหน้าแรกนี่เลยนะว่า entry นีไม่ได้ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อเป็นการ review ถึง "ร้านกุ๊กชม" ว่ามีเมนูอาหารอะไรบ้าง อร่อยหรือไม่ ราคาถูกจริงหรือไม่ ฯลฯ

พอดีว่าไปชิมมาแล้ว ก็เลยมีเรื่องอยากจะเล่า (แบบว่า เรื่อย ๆ เปื่อย ๆ) จึงได้เขียน entry นี้ขึ้น ซึ่งถ้าหากว่าคุณ ๆ ท่าน ๆ ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอาหาร ก็ลองถามคุณ google ดูอีกที เพราะคุณ google เค้ารู้ทุกอย่าง (ถึงขนาดบางทียังพาท่านมาที่นี่ได้)




แต่รูปข้างบนเนี่ย ผมถ่ายแถว ๆ ร้านกุ๊กชมล่ะ (ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกันเล้ย.. ถ้าไงลองไปหาดูนะว่าถ่ายตรงไหน) และรูปต่อ ๆ ไปก็ถ่ายแถว ๆ นั้นเหมือนกัน เพราะบังเอิญ.. "รอคิว" นานไปหน่อย




เรื่องของเรื่องคือ ผมได้รับ forward mail มา หัวเรื่องคือ "กุ๊กชม" อาหารหรูระดับโรงแรมห้าดาว แต่ราคาบ้าน ๆ อร่อยคุ้มค่าเกินราคา ตอนแรกผมก็ยังไม่ได้สนใจอะไรมากหรอกครับ แต่ว่าหลังจากนั้นก็ไปผ่านตาบทความอันนั้น (ที่ได้รับเมล์มา) ตาม webboard ต่าง ๆ อีกหลาย ๆ ครั้ง ก็เลยคิดว่า ต้องไปลองชิมดูสักทีดีกว่า

พอดีวันนี้ (21 มีนาคม 2552) ว่าง ก็เลยสบโอกาส ได้ไปสักที




ผมนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสไปถึงสถานีสะพานตากสิน แล้วก็ต่อเรือที่ท่าสาทร ต่อจากนี้ก็กินลม ชมวิว ดูวัดวาอาราม อาคารต่าง ๆ ตามสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปลายทางของเราก็คือท่าเรือเทเวศร์ อืม พอดีก็ไม่ได้นั่งเรือบ่อยนักหรอกนะครับ เลยไม่ได้กะเวลาไว้ก่อนว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ ก็ไปถึงท่าเทเวศร์ประมาณบ่ายสี่




พอออกจากท่าเรือ ผมก็เริ่มหาร้านทันที ตอนแรกมองไปทางด้านซ้ายก็เห็นร้านอาหารร้านนึง แทบจะอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช่ไหม ผมก็เลยเดินผ่านไปก่อน พอมองไปด้านขวาก็เห็นร้านอาหารร้านนึงชื่อ In Love แล้วก็เห็นคนสักสิบกว่าคนนั่งเก้าอี้เหมือนจะรออะไรกันอยู่ (สงสัยจะรอเข้าร้าน In Love มั้ง)




เดินไปเรื่อย ๆ ยังไม่เจอร้านที่น่าจะใช่ ผมก็เลยเดินกลับ




พอดีมองเห็นป้ายร้านกาแฟโบราณอยู่ลิบ ๆ และด้วยความที่ติดกาแฟ ผมก็เลยเดินตรงเข้าไป ร้านกาแฟร้านนี้อยู่ใกล้ท่าเรือ และอยู่ติดกับร้านแรกที่ผมเดินผ่านไป




ระหว่างที่กำลังจะสั่งกาแฟอยู่นั้น ผมก็เหลือบไปเห็น อาหารที่ลูกค้าในร้านกำลังรับประทานอยู่นั้นเป็นอาหารตะวันตก แล้วก็มีคนใส่ชุดพ่อครัวแบบ Chef ในโรงแรมด้วย โอ้.. หาเจอเสียที ร้านกุ๊กชม แต่พระเจ้าช่วย คนแน่นร้านมาก ๆ (คือร้านก็ไม่ได้ใหญ่มากด้วย) แล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครลุกจากที่เสียด้วย




ผมก็เลยคิดว่าจะรอแถว ๆ หน้าร้านนี่แหละ เผื่อว่าจะได้เสียบที่นั่งได้ทันที แต่ ปรากฏว่าพนักงานร้านยื่นเมนูมาให้พร้อมกับบัตรคิว แล้วเชิญให้ไปนั่งคิดไว้ก่อนว่าจะสั่งอะไร แล้วก็รอเรียกอีกที




ตอนนั้นเวลาประมาณบ่ายสี่โมงยี่สิบนาที ผมได้คิว 46 และเพิ่งเริ่มเรียกถึงคิวประมาณ 30 ได้มั้ง




แล้วคนประมาณสิบกว่าคนที่นั่งอยู่เนี่ย เค้าไม่ได้รอเข้าร้าน In Love หรือ รอซื้อขนมและผลไม้จากแม่ค้าคนนั้นด้วยหรอกนะ พวกเค้าเข้าคิวรอเรียกเข้าร้านกุ๊กชมกันอยู่

พอดีผมก็มาครั้งแรกอะนะ แล้วก็ไม่ได้ถามคนอื่น ๆ ที่มารับบัตรคิวพร้อม ๆ ผมด้วยว่า พวกเค้ามากันบ่อยแค่ไหน หรือว่าเป็นคร้งแรกแบบผม คือได้รับข้อมูลกันปากต่อปาก เมล์ต่อเมล์ หรือจากทีวี (เพราะสัปดาห์ก่อนร้านกุ๊กชมเพิ่งออกทีวีทางโมเดิร์นไนน์ ลองหาดู) คนก็เลยเข้าคิวกันขนาดนี้

แต่.. บางคนอาจจะมาหลายครั้งแล้วก็ได้นะ




บริเวณที่พวกเรา (ตอนนี้เป็นพวกเราแล้ว ไม่ใช่พวกเค้า) รอกันเนี่ย ถูกจัดขึ้นอย่างง่าย ๆ มีเก้าอี้พลาสติกวางอยู่สักสิบกว่าตัว ตอนผมไปถึงมีเก้าอี้เหลืออยู่สองสามตัว (ถ้าใครมาหลังจากนี้อีกก็คงต้องเอาเสื่อมาปูล่ะ)

เวลาค่อนข้างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่ถึงคิวที่ 46 สักที แต่ก็เริ่มมีคนถือบัตรคิวที่ห้าสิบกว่า ๆ เดินเข้ามาหาที่นั่งรอ คนที่ทนหิวไม่ไหวบางคนก็ยอมตัดกำลังตัวเอง ด้วยการซื้อขนมที่แม่ค้าเอามาขายกินไปพลาง ๆ ก่อน (มีให้เลือกเยอะด้วยนา กะว่าจะหาลูกค้าจากคนที่กำลังรอคิวร้านกุ๊กชมนี่แหละ)

หรือบางคนก็อาจฆ่าเวลาด้วยการทำบุญได้ คือหน้าร้านกุ๊กชมจะมีร้านขาย ปลา กบ หอย ไว้บริการ สำหรับคุณ ๆ ท่าน ๆ ที่อยากจะ ปล่อยปลา ปล่อยกบ ปล่อยหอย ลงแม่น้ำเจ้าพระยา




ในที่สุดก็ถึงคิว ผมรออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงครับ บ่ายห้าโมงยี่สิบ ก็เลยได้เข้าในร้าน ภาพข้างบนนี่ถ่ายจากบริเวณที่ผมนั่งครับ




อืม ที่จริงผมไปคนเดียวนะครับ แต่วันนี้คนแน่นมาก พนักงานก็เลยขอให้ผมไปนั่งร่วมโต๊ะกับลูกค้าอีกกลุ่มนึง ภาพข้างบนก็เลยได้จากอีกมุมนึง




ร้านกุ๊กชมนี่ค่อนข้างเล็ก เนื้อที่คับแคบ และหลังกำแพงนี้จะเป็นบ้านคนแล้ว แทบไม่มีช่องว่างกั้นเลย (น่าจะมีอยู่กันหลายครอบครัวเลย เพราะจะมีคนเดินออกมาจากบ้านที่ว่านั้นเดินผ่านตัวร้าน เพื่อออกไปที่ถนนด้านหน้า เป็นระยะ) คิดว่าร้านคงขยับขยายไม่ได้ง่ายนัก ถ้าจะขยายจริงสงสัยต้องย้ายที่หรือเปิดอีกสาขา

รอประมาณ 15 นาที รายการแรกก็มาพอดี พร้อม ๆ กันนั้น พนักงานก็ประกาศว่าจะงดให้บัตรคิวแล้ว (ตอนนั้นประมาณห้าโมงกว่า ๆ ยังไม่หกโมงดี) ไม่รู้เหมือนกันว่าปกติแล้วร้านนี้เปิดถึงกี่โมง




จานนี้เป็นเมนูแนะนำของร้าน หอยนางรมอบซอสฝรั่งเศส จานนึงมีสามชิ้น ราคา 70 บาท พอดีว่าถ่ายออกมาไม่สวย แต่ยังไงก็ตาม อร่อยมากขอบอก




จานนี้ ถุงทอง เป็นรายการแนะนำของร้านเช่นกัน จานนึงมีห้าชิ้น ราคา 30 บาท เป็นอาหารทานเล่น แต่เค้าเสริฟ์เป็นจานที่สอง




พอดีว่าสั่งมาลองแค่สามรายการ จานสุดท้ายก็เป็นรายการแนะนำของทางร้านเหมือนกัน ปลากระพงสเต๊ก ซอสซัฟฟรอน ราคา 60 บาท พอดีรูปที่ถ่ายจานนี้ ดูจัดไม่ค่อยปรานีตเท่าไหร่ เคยดูรูปที่คนอื่นถ่ายเมนูจานนี้มาจะดูสวยกว่านี้ อืม อาจเพราะวันนี้คนเยอะจริง ๆ ก็ได้ แล้วก็คงผิดพลาดอะไรบางอย่างกระมัง เลยตกแต่งไม่งามเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม... อร่อย




ก็ไม่ขอวิจารณ์ หรือให้คะแนนเรื่องอาหารละกันครับ เพราะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่อยากขอแนะนำว่า ถ้าจะมา ให้เผื่อเวลาไว้สักหน่อย เพราะถ้าเจอคนเยอะ ๆ เดี๋ยวไม่รู้ว่าจะรอนานกว่าชั่วโมงไหม ตอนที่ผมรับประทานเสร็จก็ยังมีคนรออีกสิบกว่าคิวได้ ไม่รู้ว่าจะได้รับประทานจนถึงคิวสุดท้ายหรือเปล่า (หรือจะทนไม่ไหวกลับไปก่อน)

ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ผมพอจะหาเวลาว่างวันอื่น ๆ มาได้อีกทีไหม เพราะจะได้มาลองชิมให้ครบทุกรายการเลย

edit @ 22 Mar 2009 03:14:53 by Plin, :-p

edit @ 22 Mar 2009 03:15:42 by Plin, :-p

2008/Oct/21

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าไปประชุมที่จังหวัดภูเก็ต แต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจไปนะว่า ข้าพเจ้าจะได้หย่อนอารมณ์ที่ชายหาด เปล่าเลย.. เพราะนอกจากจะไม่ได้สัมผัสหาดทราย สายลม หรือ ได้ชมเกลียวคลื่นมหาสมุทรแล้ว ข้าพเจ้ายังได้เห็นสีฟ้า ๆ ของน้ำทะเลเพียงแค่ที่สนามบินเท่านั้นอีกด้วย เนื่องจากการประชุมครั้งนี้จัดในอำเภอเมือง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะข้าพเจ้าอยากพักในเขตเมืองอยู่แล้ว ก็ด้วยเหตุผลบางอย่าง



สองปีก่อน.. ข้าพเจ้าเขียน blog เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Invisible Waves : คำพิพากษาของมหาสมุทร ว่า ตัวเอกของเรื่องนั้น พยายามหนีจากมาเก๊า มาที่ภูเก็ต แต่แล้ว ก็ได้มาเจอกับสภาพแบบเดิม ๆ อีก นั่นก็คือ บ้านเมืองในสถาปัตยกรรมแบบ Chino-Portuguese ที่คล้าย ๆ กัน

ในตอนนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักคำว่า Chino-Portuguese มาก่อน (รู้สึกว่า บางคนจะเขียนว่า Sino-Portuguese) ไม่ทราบว่าสถาปัตยกรรมของอาคารบางแห่งในภูเก็ตจะเป็นรูปแบบนี้ แต่เพิ่งจะได้ข้อมูลเหล่านี้เป็นครั้งแรก มาจากหนังสือเรื่อง
บันทึกกลางกองถ่าย คำพิพากษาของมหาสมุทร

ที่สำคัญคือ ข้าพเจ้าไม่เคยไปเที่ยวที่จังหวัดนี้มาก่อน ก็เลยอยากจะหาโอกาส เดินเล่นในเขตเมือง(เก่า) ของภูเก็ตสักครั้ง (ก่อนที่จะนึกว่า อยากจะเที่ยวตามชายหาดต่าง ๆ หรือเปล่าด้วยซ้ำ)



ปรากฏว่า การประชุมเริ่มตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ต่อเนื่องไปจนถึงเกือบห้าโมงเย็นของทุกวัน พอเลิกประชุมก็เป็นเวลาอาหารค่ำแล้ว จะชวนใครออกไปเดินเล่นด้วยกัน ก็ไม่มีใครอยากไปด้วยสักเท่าไหร่





ดังนั้น ข้าพเจ้าก็เลยเดินคนเดียว ตอนดึก ๆ เสียดายว่าไม่ได้เอาขาตั้งกล้องไป ภาพเลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็เดินไปได้ไม่ไกล เพราะถนนหนทางส่วนใหญ่ไม่ได้เปิดไฟ ยิ่งเขตเมืองเก่ายิ่งค่อนข้างมืดแล้วก็เปลี่ยวนิดหน่อย

อ้อ ลืมบอกว่าตอนเดินไปถึงเขตเมืองเก่าน่ะ สามทุ่มจะสี่ทุ่มแล้ว



แต่แล้ว ด้วยกลัวว่าจะไม่ได้เห็นภาพเมืองเก่าด้วยตาตัวเอง ดังนั้นในวันสุดท้าย ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจโดดประชุมในช่วงบ่าย



ตอนนั้นลมเริ่มแรง ฟ้าเริ่มมืด เหมือนว่าฝนจะตก ข้าพเจ้าเลยต้องรีบเดินไปยังเขตเมืองเก่าโดยเร็ว ซึ่งจะอยู่แถว ๆ ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนสตูล ถนนเทพกษัตรีย์



โชคดีเหมือนกันว่า พอเดิน ๆ ไป แดดก็เริ่มออก สงสัยว่าลมจะพัดพาเอาเมฆฝนไปที่อื่น



อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลัวว่าประเดี๋ยวลมจะพาเมฆฝนเข้ามาอีกก้อน ข้าพเจ้าก็เลยรีบ ๆ ถ่ายภาพ โดยไม่ทันได้จำว่า แต่ละภาพนั้น ถ่ายจากบริเวณไหนบ้าง

ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดพอจะทราบว่า ภาพไหนเป็นสถานที่ไหน ก็รบกวนแบ่งปันความรู้ให้กันบ้าง























สายไฟฟ้าโยงไปโยงมา เยอะเหลือเกิน ดูเกะกะสายตา



แต่ว่า ถ้าขยับไปนิดหน่อย



ในบางมุม สายไฟพวกนี้ก็ดูเก๋ไปอีกแบบเหมือนกัน



มั้ง..













ตอนแรก เดินมาถึงตรงนี้ ที่ป้ายเขียนว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว ก็ดีใจ กะว่าจะเข้าไปชมเสียหน่อย ปรากฏว่า ประตูล่ามโซ่ใส่แม่กุญแจไว้เลย ไม่เปิดบริการ



เดินถ่ายภาพไปเรื่อย ๆ กว่าจะกลับถึงโรงแรมที่พัก ฝนก็เริ่มลงเม็ดพอดี



ในภาพเหล่านี้ ไม่มีภาพถ่ายของโรงแรมที่ข้าพเจ้าพักเลย ส่วนภาพข้างบนสุด (ที่ถ่ายตอนกลางคืน) นั้น ถ่ายจากบริเวณหน้าโรงแรม ท่านผู้อ่านพอจะเดาได้ไหมว่า ข้าพเจ้าพักที่โรงแรมไหน

แต่.. ถึงตอบถูกก็ไม่มีรางวัลให้หรอกนะ



edit @ 21 Oct 2008 22:51:40 by Plin, :-p



Plin, :-p
View full profile