Sri-Lanka

2006/Jul/28


เราพักกันที่ Blue Water Hotel ที่ Wadduwa กันเพียง 1 คืน (เหมือนกับทุกครั้งที่เราย้ายที่นอนไปเรื่อย ๆ)

วันนี้เป็นวันอังคารที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 ที่ประเทศไทยยังเป็นวันหยุด แต่ที่ศรีลังกา เข้าพรรษาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว วันนี้จึงเป็นวันทำงาน

เราเดินทางกลับมายังโคลอมโบอีกครั้ง ก็ฆ่าเวลาด้วยการไป Shopping บ้าง เดินเล่นบ้าง หาอะไรรับประทานบ้าง เพราะเครื่องบินออกประมาณเที่ยงคืน



พวกเราแวะไปยัง วัดทีปะทุตตมาราม ซึ่งเป็นวัดไทยในกรุงโคลอมโบ อายุนานกว่า 100 ปี ในอดีต สมัยรัชกาลที่ 5 มีเจ้านายไทยพระองค์หนึ่ง พระนามว่า พันเอก(พิเศษ)พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ได้มาทรงผนวชอยู่ที่ลังกา (ภายหลังได้กลับไปยังประเทศไทย และ ทรงลาสิกขา)



ระหว่างนั้น ได้ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ ที่รวบรวมรูปแบบสถาปัตยกรรมถึง 4 ชาติ คือ ไทย ลังกา อินเดีย และพม่า ครั้นสร้างเสร็จ ทรงถวายพระนามว่า รัตนเจดีย์



เมื่อปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (พร้อมด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ พระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เสด็จเยือนศรีลังกา ก็ได้ทรงปลูกต้นจันทร์ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วยครับ



ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนวัดนี้อีกครั้ง และได้ทรงปลูกต้นไม้ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย



และในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเยือนวัดนี้ด้วยเช่นกัน และปลูกต้นไม้ไว้เป็นอนุสรณ์

เราได้สนทนากับพระภิกษูจากประเทศไทย ทีได้มาศึกษาต่อยังประเทศศรีลังกาด้วยครับ (ในรูปถ่าย) ท่านเล่าให้ฟ้งว่า ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ วัดทีปะทุตตมารามในกรุงโคลอมโบนั้น เป็นชาวทมิฬ ซึ่งนับถือฮินดู จึงไม่มาทำบุญกัน และ (อันนี้เพิ่งรู้) ว่าที่ศรีลังกา ไม่นิยมใส่บาตรกัน แต่อาจจะถวายปัจจัยให้ซื้ออาหารเอง !!! โอ้ โอ้



เราไปต่อกันที่วัดกัลยาณี ในโคลอมโบ ครับ



วัดนี้มีความสำคัญคือ เป็นวัดที่ชาวศรีลังกาเชื่อว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงเคยเสด็จมาประทับที่วัดนี้ 3 ครั้ง โดยในครั้งทีสาม ได้เสด็จมาประทับนั่งบนอาสน์เพื่อเทศนาด้วย (เอ ผมใช้ศัพท์ถูกไหมนี่ เอาว่า เดี๋ยวมีภาพวาดให้ดูครับ)



บริเวณนี้ล่ะครับ ที่ว่าพระองค์เสด็จมาเป็นครั้งที่สาม ก็มีการสร้างเจดีย์ครอบเอาไว้ครับ บริเวณรอบ ๆ จะมีที่ให้วางดอกไม้บูชา



ที่วัดแห่งนี้ ก็มีต้นโพธิ์ครับ เชื่อว่า น่าจะมาจากหน่อเดียวกันกับที่อนุราชปุระ (ซึ่งได้มาจากที่อินเดีย) ชาวบ้านศรัทธาและมาขอพรกันมากครับ



นี่เป็นอุโบสถนะครับ สังเกตุจากลักษณะตัวอาคารแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า สร้างขึ้นในสมัยหลังนะครับ ประมาณ 300 กว่าปีมานี้เอง



นี่ถ่ายจากบริเวณฐานนะครับ เดี๋ยวเราเข้าไปในตัวอุโบสถกัน



ภายในก็จะแบ่งเห็นห้อง ๆ นะครับ ประกอบด้วยรูปปั้นกษัตริย์ พระพุทธรูป แล้วก็จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องประวัติพุทธศาสนาในศรีลังกา ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังนี่วัดนี้ จัดว่าสวยที่สุดครับ



ภาพนี้เล่าเรื่องครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมายังศรีลังกาครั้งแรกครับ สังเกตุนะครับว่า คนรอบ ๆ ผิวกายสีดำ และดูเป็นชนเผ่า สื่อว่า ครั้งที่ยังไม่มีพระพุทธศาสนานั้น แถบนี้ยังเป็นที่อยู่ของ ชาวป่า ไร้อารยธรรมอยู่



รูปนี้แสดงถึงเมื่อครั้งที่ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาเป็นครั้งที่สองครับ สังเกตุดูนะครับ ตอนนี้แต่งกายดีแล้ว คุณ Guide เล่าว่า ได้มีการสู้รบกันของสองฝ่ายเพื่อแย่งอาสนะ/บัลลังก์ ที่ประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดานั้น พระพุทธเจ้าเสด้จมาโปรด ให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบกัน



รูปนี้แสดงถึง เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาเป็นครั้งที่สาม ครั้งนีพระพุทธเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ/บัลลังก์ นั่น (แหะ ๆ เรื่องของเรือ่งคือ ผมไม่รู้ว่าจะใช้ศัพท์คำไหนน่ะครับ) ตอนนี้พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานอยู่ในศรีลังกาแล้ว



นี่เป็นรูปที่เจ้าหญิง Hemamala ทรงอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากอินเดียวมายังศรีลังกา โดยทรงซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ในพระเมาฬี ครับ



นอกจากนี้ก็ยังมีรูปที่เกี่ยวข้องกับ การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกาด้วยครับ โดยมีรูปที่แสดงถึงการอัญเชิญพระอุบาลีเถระจากประเทศไทยด้วย (พอดีผมไม่ได้ถ่ายมานะครับ)



หลังจากนั้น เราก็แวะ Shopping กันต่อเล็กน้อย เดินทางไปโรงแรม Hilton Colombo อีกครั้ง เพื่อพักผ่อน รับประทานอาหารเย็น และเตรียมตัวกลับประเทศไทยกัน


พวกเราออกจากกรุงโคลอมโบ มุ่งสู่กรุงเทพ ด้วยสายการบิน Sri Lankan Airline เที่ยวบิน UL 888 ถึงดอนเมืองวันพุธที่ 12 กรกฎาคม 2549 โดยสวัสดิภาพ

และแล้ว... บันทึกการเดินทางไปยังประเทศศรีลังกาในครั้งนี้ ก็ต้องขอจบลง โดยตอนที่ 14 นี้จะเป็นตอนสุดท้ายนะครับ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ตอนที่ 1 เลยนะครับ



2006/Jul/28



วัตดูวา (Wadduwa) นี้เป็นเมืองชายทะเลทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ครับ มีชายหาดที่ยาว ริมมหาสมุทรอินเดีย

แม้จะอยู่ทางฝั่งตะวันตก แต่ชายฝั่งเมืองวัตดูวานี้เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 2004 ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ tsunami เหมือนกันนะครับ



ประเทศศรีลังกาเป็นหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว ความเสียหายจะอยู่ที่ชายฝั่งตะวันออก และส่วนใหญ่แล้ว เป็นชาวบ้านที่เสียชีวิต (ไม่ใช่นักท่องเที่ยว)



ขับรถลงใต้ มองไปทางขวาก็เห็นบ้านเรือนที่ ตั้งอยู่ตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย บ้านหลายหลังก็ยังทิ้งร่องรอยความเสียหายให้เห็นอยู่นะครับ



วันนี้เราเข้าที่พัก คือโรงแรม Blue Water Hotel ที่เมือง Wadduwa ครับ (อืม น้ำฟ้า ๆ ที่เห็นนี่ น้ำสระว่ายน้ำนะครีบ)

โรงแรมแห่งนี้ก็ถูก tsunami เหมือนกันนะครับ เขาว่าน้ำทะลักเข้ามาเต็มโรงแรมเลย ทว่า ความเสียหายไม่มากนัก ว่ากันว่า ทางสถาปนิกได้ออกแบบโรงแรมเผื่อไว้แล้ว ถ้าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น





โดยส่วนตัวผมว่าคลื่นลมแรงไปหน่อยน่ะครับ แต่บางคนอาจจะชอบก็ได้



วันนี้เราพักผ่อนกันเต็มที่หน่อย เพราะว่าเหนื่อยกันมาหลายวันแล้ว และตอนหลับในรถมันก็ไม่ค่อยสบายสักเท่าใดนัก



วันรุ่งขึ้นเราจะกลับไปยังเมืองโคลอมโบ และเตรียมตัวกลับประเทศไทยกัน



edit @ 2006/07/28 22:54:35

2006/Jul/28



เนื่องจาก วันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 นี้ พวกเราอยู่ในรถกันเป็นส่วนใหญ่ จะแวะก็ซื้อชาบ้าง ทานอาหารบ้าง ผมก็เลยไม่ค่อยมีรูปถ่ายมาฝากนัก

อย่างที่กล่าวไปตอนแรกแล้วว่า วันนี้ที่ประเทศไทยเป็นวันอาสาฬหบูชา แล้ว วันพรุ่งนี้จะเป็นวันเข้าพรรษา พรุ่งนี้จึงเป็นวันหยุดอีกวัน

แต่ที่นี่ วันนี้เป็นวันเข้าพรรษาแล้ว และเท่าที่สอบถามดู ที่นี่เหมือนจะไม่มีวันอาสาฬหบูชาด้วย (สอบถามจากคุณ Guide) พรุ่งนี้จึงเป็นวันทำงาน

แต่อย่างไรเสีย วันนี้วันพระครับ



วันนี้ดูถนนค่อนข้างว่างนะครับ ระหว่างทาง เราผ่านไปที่วัดแห่งหนึ่ง



พวกเขาพร้อมใจกันแต่งกาย ด้วยชุดสีขาว แล้วก็มาชุมนุมกันที่วัดครับ บางคนจะอยู่ค้างคืนกันด้วย นอนฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกันที่วัดเลย (ภาพไม่ค่อยชัดนะครับ เพราะว่าถ่ายจากในรถ)

ที่ประเทศศรีลังกานี้ ถ้าเรามาเราจะเจอธงลักษณะหนึ่ง ประดับอยู่ทั่ว ๆ ไปครับ



ถ้าใครที่ติดตามมาตั้งแต่ตอนแรก ๆ อาจจะพอสังเกตุได้บ้างนะครับว่า หลาย ๆ รูป จะมีธงนี้ซ่อนอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของภาพ

พอดีผมก็ไม่รู้จักหรอกนะครับ มอง ๆ ไปแล้ว ธงนี้มักจะมีอยู่ที่วัด และวันนี้เห็นธงนี้มากเป็นพิเศษ แต่ว่า ในคณะของเราก็มีผู้รู้ครับ

คุณป้าที่ร่วมเดินทางมาด้วยบอกกับผมว่า ธงนี้คือ ธงฉัพพัณรังสี หรือ The Buddhist Flag ครับ

ผมเองรู้จักก็แต่ธงที่มีรูปธรรมจักรอยู่บนพื้นธงสีเหลือง ซึ่งพบได้ทั่วไปเวลามีงานสำคัญทางศาสนา แต่ผมไม่พบที่ศรีลังกานะครับ ส่วนธงฉัพพันรังสีนี้ อาจจะมีใช้ในไทยบ้าง แต่ผมไม่เคยเห็นนะครับ ไม่ทราบว่ามีสหายท่านใดเคยเห็นบ้าง

ธงนี้เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันวิสาขบูชา ประจำปี ค.ศ. 1885 ที่ วัดทีปดุดด้ารามายา เขต โกต้าเชน่า เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยท่าน มีเขตตุวัตเต คุณนันทะ นายกเถระเป็นผู้ประดับธงนี้

ธงนี้เรียกว่า ธงฉัพพัณรังสี ซึ่งพระมหาเถระและบุคคลสำคัญหลายท่านได้ระดมความคิดและการออกแบบดังต่อไปนี้

- ท่านพระหิกทุเว สิริ สุมังคละ
- ท่านพระมีเขตตุวัตเต คุณนันทะ มหานายกเถระ
- พันเอก เฮนรี่ สตีล ออลคอตต์
- ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ
- นาย ปูชิตา คุณาวารเทนะ และนาง ซี พี
- คุณาวารเทนะ



ธงนี้มี 6 สีโดยนำเอาสีที่รัศมีที่ซ่านออกพระวรกายของพระพุทธเจ้าเมื่อตอนที่ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่พุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย

บ้างก็ว่า สีต่าง ๆ มีที่มาและความหมายดังนี้
ฟ้าน้ำเงิน เชื่อว่าเป็นสีเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า แทน ความรักความเมตตา และสันติภาพ
เหลืองทอง เชื่อว่าเป็นสีพระวรกายของพระพุทธเจ้า แทน การดำเนินตามทางสายกลาง
แดง เชื่อว่ามาจากสีเลือดและเนื้อของพระองค์ แทนความสำเร็จ ความมีโชค ความดี
ขาว มาจากสีของพระทนต์และอฎฐิ แทนความบริสุทธิ์ของธรรม ความมีเสรีภาพ ความเป็นอกาลิโก
ส้ม บางที่เช่นพม่าจะใช้สีชมพู เชื่อว่าแทน สีของพระบาท พระหัตถ์ และพระโอษฐ์ แทน ปัญญาญาณ ความแข็งแกร่ง

และเอาทั้ง 5 สีมารวมกันกลายเป็นสีแก้วผลึก ดังนั้น จึงกลายเป็น 6 สี แทนถึง สัจธรรม

ต่อมาธงนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นธงของพระพุทธศาสนา ในคราวประชุมขององค์การพุทธสัมพันธ์แห่งโลก ที่จัดขึ้นที่ประเทศศรีลังกา โดยการนำของท่านศาสตราจารย์ พระคุณาปาละ มาลาลาเสเขร่า

อืม เพิ่งรู้แฮะ ว่ามีธงพระพุทธศาสนานานนาชาติด้วย

พวกเราขับรถกันต่อเพื่อไป วัตดูวา (Wadduwa)

edit @ 2006/07/28 22:54:42


Plin, :-p
View full profile