Sri-Lanka



สัปดาห์ที่แล้ว คุณแม่ของผม ท่านโทรมาชวนให้ไปเที่ยวประเทศศรีลังกาด้วยกันครับ

จะไปกันกลุ่มเล็ก ๆ (กับเพื่อน ๆ ของคุณแม่) ผมเองไม่เคยไปมาก่อน แล้วก็อยากจะไปศรีลังกามานานแล้วด้วย ก็เลยตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเลเลยครับ

ส่วนในรายละเอียด ว่าทำไมถึงจะไปกันนั้น เท่าที่ทราบในตอนแรกก็คือว่า เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งของคุณแม่ ไปเที่ยวศรีลังกาบ่อยมากกกก (มากจริง ๆครับ) ครั้งก่อนที่ไปนั้น ระหว่างไปนมัสการพระเขี้ยวแก้ว (ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ เอาเป็นว่าสักแห่งละกัน) ก็พบพระสงฆ์รูปหนึ่ง เป็นพระสงฆ์ชาวศรีลังกา วัดที่ท่านอยู่นั้นเป็นวัดป่า และอยู่จำพรรษาเพียงรูปเดียวเท่านั้น



หลังจากสนทนากันไปสักพักก็ได้ความว่า ท่านเป็นพระภิกษุนิกายสยามวงศ์ จำที่วัดนั้นเป็นสิบปีแล้ว ไม่มีพระพุทธรูปเลย ท่านสวดภาวนาตั้งจิตอธิษฐาน อยากให้มีพระพุทธรูปในลักษณะศิลปะแบบไทย มาให้ชาวบ้านได้กราบไหว้บูชากันบ้าง



เพื่อนของคุณแม่ศรัทธาแรงกล้ามาก กลับมาประเทศไทย ก็หล่อพระพุทธรูป แล้วก็ทำเรื่องจัดการตามระเบียบต่าง ๆ เพื่อที่จะนำพระพุทธรูปไปถวายที่วัดป่าแห่งนี้

และนี่ก็เป็นมูลเหตุที่คณะของเรา (ซึ่งมีทั้งหมด 5 คน ยังไม่รวมคนขับรถ และ Guide ท้องถิ่น) จะไปประเทศศรีลังกากันในครั้งนี้

(แต่อันที่จริง ควรต้องบอกว่า 4 คน คือไม่รวมผมด้วย เพราะผมก็เพียงแค่ขอติดตามคณะแสวงบุญนี้ไปด้วย เพื่อไปเที่ยวกับถ่ายรูปเสียมากกว่า)

สำหรับรายละเอียดของพระภิกษุรูปนั้น และ เหตุการณ์วันที่เราถวายพระพุทธรูปกันนั้น จะมาเล่าให้ฟังต่อไปนะครับ



การไปเที่ยวประเทศศรีลังกานี่ เราไม่ต้องขอ VISA ก่อนก็ได้นะครับ ไม่ยุ่งยากมาก ผมตัดสินใจก่อนไปกับคณะนี้ก่อนออกเดินทางประมาณอาทิตย์เดียวเท่านี้น



พวกเราออกเดินทางกันวันที่ 6 กรกฏาคม พ.ศ. 2549 จากท่าอากาศยานดอนเมือง ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ โดยสายการบิน SriLankan Airlinesเที่ยวบิน UL423 มุ่งสู่ Bandaranaike International Airport, กรุงโคลอมโบ (Colombo) ประเทศศรีลังกา



สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งเดียวในประเทศ

การเดินทางใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนเวลาท้องถิ่นของศรีลังกานั้น จะช้ากว่าเวลาของประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีครับ

(ส่วนพระพุทธรูปไปถึงประเทศศรีลังกาก่อนแล้ว โดยทางเรือ)

หลังจากถึงประเทศศรีลังกาแล้ว พวกเราก็ตรงเข้าสู่ตัวเมืองโคลอมโบ เนื่องจากสนามบินอยู่ค่อนข้างนอกเขตเมือง แม้รถไม่ติด ก็ใช้เวลาขับรถประมาณ 45 นาทีจึงถึงโรงแรม
Hilton Colombo

อันที่จริง นอกจากที่ใช้เวลาเพราะว่าไกลแล้ว ยังมีเหตุให้ต้องหยุดรถเป็นระยะ ๆ ด้วยครับ คือจะมี่ด่านตรวจเป็นทหารถือปืน และก็เป็นตำรวจ ขอตรวจรถเป็นระยะ ก็แค่ชะโงกดูหน้านิดหน่อย และก็ดู passport เท่านั้นครับ ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงน่าเกลียด

เรามาถึงกันก็ดึกแล้ว วันรุ่งขึ้นมีนัดถวายพระพุทธรูปเป็นทางการอีกที ดังนั้นขอจบตอนนี้ไปก่อนนะครับ

(โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ)
สถานที่พักของเราในวันแรก (6 กรกฎาคม) ก็คือ โรงแรมHilton Colombo ครับ เนื่องจากวันที่เรามาก็ห้าทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ผมก็เข้านอนด้วยความอ่อนเพลีย ไม่ได้เปิดม่านชมวิวทิวทัศน์ในคืนนั้น

พอเช้าวันรุ่งขึ้น (7 กรกฎาคม) ผมก็เลยเปิดม่านออกชมเมือง Colombo จากชั้น 8 ของโรงแรม



มองไปทางขวามือก็เห็นทะเล ซึ่งก็คือมหาสมุทรอินเดียครับ ส่วนอาคารสีเหลืองนั้นเป็นอาคารรัฐสภาเก่า



พอหันมาทางซ้ายก็เห็นแม่น้ำ สอบถามทีหลังจากคุณ Guide ก็บอกว่า แม่น้ำนั้นคือแม่น้ำกัลยาณี (Kelani Ganga) ซึ่งแม่น้ำนี้ผมจะพูดถึงอีกทีในตอนหลัง ๆ นะครับ



มองลงมาก็เห็นน้ำพุ ดูดี ๆ จะเห็นปลาว่ายน้ำอยู่ด้วยนะครับ

กรุง Colombo นั้นเป็น Commercial Capital City ส่วนเมืองหลวง (Capital City) ของประเทศศรีลังกานั้นไม่ใช่ Colombo แต่เป็น Sri Jayawardhanapura ครับ (อ่านไม่ออกเหมือนกัน ถามคนสิงหลแล้ว แต่ผมฟังไม่ทันครับ Guide แกพูดค่อนข้างเร็ว)



แม้เวลาที่ศรีลังกาจะช้ากว่าไทยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที แต่ถ้าดูเวลาตามปฎิทินท้องถิ่นแล้ว วันนี้เป็นวันที่ 7 กรกฏาคม พ.ศ. 2550 ครับ

อ๊ะ ๆ ผมพิมพ์ไม่ผิดนะครับ และพวกเราก็มีนัดถวายพระพุทธรูปให้กับทางวัดในวันที่ 7 กรกฏาคม พ.ศ. 2550 วันนี้ด้วย

เรื่องของเรื่องคือ ประเทศศรีลังกาก็มีการนับพุทธศักราชเช่นเดียวกับประเทศไทยครับ ทว่า ปีนี้ตามปฏิทินของศรีลังกานั้น ปีนี้เป็น พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2006)

เนื่องจากประเทศศรีลังกานับปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็น พ.ศ. 1 เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดีย และ พม่า ทว่าประเทศไทย ลาว และเขมร จะนับปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็น พ.ศ. 0 ครับ

ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. เอ่อ... เดี๋ยวจะงง เอาเป็น ค.ศ. 2006 ดีกว่านะครับ ซึ่งก็คือวันรุ่งขี้นนี้ ที่โรงแรม
Hilton Colombo ที่เราพักก็มีการจัดการประชุม "Justice World Peace & Co-Existence in a Pluralistic Society" ด้วย (จัดโดย Muslim World League ประเทศซาอุดิอาระเบีย ร่วมกับ Sri Lankan Islamic Center)



ที่จริงแล้ว อิสลามิกชน หรือ มุสลิม นี้ในประเทศศรีลังกามีประมาณ 7% เท่านั้นครับ (ที่เหลือก็ ฮินดูประมาณ 16% คริสต์ประมาณ 7%)

ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศคือประมาณ 70% จะนับถือพุทธศาสนา มีสามนิกายคือ สยามวงศ์ซึ่งเป็นนิกายจากประเทศไทยมีศาสนิกมากที่สุด รามญนิกายเป็นนิกายทางมอญ และอีกนิกายนึงจำชื่อไม่ได้แต่เป็นนิกายมาจากพม่าครับ

แต่พุทธศาสนาในไทยเป็นลังกาวงศ์นะครับ คือประมาณ 800 ปีก่อน เรารับพุทธศาสนามาจากศรีลังกา แล้วปรากฏว่าในสมัยยุคล่าอณานิคมนั้น ศาสนาพุทธในศรีลังกาถูกทำลายไปมาก ทางศรีลังกาจึงร้องขอทางประเทศสยามช่วยฟื้นฟูศาสนาพุทธในศรีลังกาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ 250 ปีก่อน

ก็ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหมก็คือว่า เมื่อวานที่โดนตรวจหลายครั้ง ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นการรักษาความปลอดภัยสำหรับงานประชุมครั้งนี้หรือเปล่า

อย่างไรก็ตามพวกเราก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว เพราะเราจะไปถวายพระพุทธรูปกัน ปรากฎว่าสถานที่รับมอบคือทำเนียบประธานาธิบดีครับ (เอ.. ไม่รู้ใช่หรือเปล่า พอดีคุณ Guide แกว่าที่ที่เราจะไปกันนั้นเป็น Government House ครับ)



รูปนี้ถ่ายที่หน้าประตูทางเข้าครับ ที่เห็นคือ Bank of Ceylon ส่วนข้าง ๆ เป็นมัสยิดแห่งหนึ่ง เราจอดรถไว้บริเวณแถว ๆ นี้ ทางเจ้าหน้าที่ให้พวกเราเปลี่ยนรถแล้วก็ขับไปส่งให้อีกที

ก็ไม่ได้ถ่ายสภาพข้างในให้ดูนะครับ เพราะว่าเจ้าหน้าที่ยึดกล้องถ่ายรูป และ โทรศัพท์มือถือไปหมดเลย

อืมที่จริง ผมก็งงเล็กน้อย (จนถึงมากที่สุดนะครับ) ว่า ทำไมต้องมารับมอบกันที่นี่ด้วย ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแต่คิดไปว่า พระภิกษุที่จำที่วัดป่าแห่งนั้นจะต้องมีความสำคัญในระดับหนึ่งแน่ ๆ

เพราะไม่เพียงแต่จะทำพิธีรับมอบกันที่นี่แล้วเท่านั้น ประธานาธิบดี Mahinda Rajapaksa จะมาเป็นประธานในพิธีรับมอบพระพุทธรูปในครั้งนี้เองด้วยครับ


(รูปจาก
Wikipedia)


ประธานาธิบดี Mahinda Rajapaksa คนนี้เป็นชาวสิงหล แล้วก็เป็นพุทธศาสนิกชนด้วยครับ ดูเหมือนว่าท่านประธานาธิบดีกับพระภิกษุที่พวกเราจะไปถวายพระพุทธรูปให้ท่านนั้น จะมีความรู้จักมักคุ้นกันมาก่อนด้วย (จะได้กล่าวถึงในตอนต่อ ๆ ไปครับ)

ก็ไม่รู้ว่าที่ท่านมารับด้วยตนเองนี่เป็นเพราะความสัมพันธ์กับพระภิกษุสงฆ์รูปนั้น หรือว่า เป็นการสร้างคะแนนนิยมในหมู่พุทธศาสนิกชนนิกายสยามวงศ์ (ซึ่งมีมากทีสุดในประเทศ) หรือเปล่า

อืม... ผมก็คิดไปเรื่อย ๆ นะครับ แต่เท่าที่สอบถามชาวบ้านดู ประชาชน (เท่าที่ถาม) ต่างก็บอกว่า ท่านเป็นคนดี อัธยาศัยดีมาก ประชาชนรัก

พอดีคนที่ผมถามต่างก็เป็นคนสิงหลนะครับ ไม่รู้ว่าชาวทมิฬ หรือพวก
พยัฆทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam) จะว่าอย่างไรบ้าง

ตอนแรกหมายกำหนดการก็ประมาณ 10:00 น. แต่จน 11 นาฬิกาก็ยังไม่เริ่มพิธี อืม.. ผมเดาว่าประธานาธิบดีอาจจะไปงาน Justice World Peace & Co-Existence in a Pluralistic Society ที่โรงแรม Hilton ก่อน (สวนทางกัน..มั้งครับ) ในที่สุดก็เริ่มพิธีกันประมาณ 11 นาฬิกากว่า ๆ



พระพุทธรูปที่คุณน้า (เพื่อนรุ่นน้องคุณแม่) หล่อถวายทางวัดนี้ เป็นพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 50 นิ้ว รูปทรงเป็นลักษณะแบบพระพุทธชินราช อันที่จริงจะมี "เรือนแก้ว" (คล้ายรัศมีรอบองค์พระ) ด้วย แต่ในพิธีรับมอบนี้ไม่ได้ติดประดับไว้ด้วย

เนื่องจากเราถูกยึดกล้องไปก่อนจะเข้ามาในนี้ รูปถ่ายที่ถ่ายในพิธีนี้ ทางช่างภาพในทำเนียบประธานาธิบดีนำมา(ขาย)ให้ในภายหลัง

ในพิธีก็จะมีการถวายดอกไม้ให้พระพุทธรูปด้วย ที่ศรีลังกานี้จะมีวัฒนธรรมประเพณีในการทำบุญอย่างหนึ่งคือ ถ้าคนนึงจะทำบุญถวายของ เช่นจีวร ดอกไม้ ก็จะยื่นของถวายนั้นให้คนอื่นได้แตะหรือสัมผัสของนั้นด้วย คล้ายกับว่าเราจะถวายของนั้นด้วยกัน

ดังนั้นพวกเรา ทั้งชาวไทย และชาวสิงหลก็สัมผัสของที่จะถวายพระกันใหญ่เลยครับ (ที่จริงตอนแรกพวกเราไม่แตะของที่พวกเขายื่นมาให้เราสัมผัสเลย เล่นเอาพวกเขาเก้อไปพักหนึ่ง)



คุณน้าซึ่ง organize ทุกอย่างก็มอบพระพุทธรูปจำลองให้กับประธานาธิบดีด้วยครับ



ซึ่งท่านประธานาธิบดีก็ได้มอบของที่ระลึกให้กับคุณน้าด้วย เป็นช้างจำลองครับ ที่ศรีลังกานี่ก็นับถือช้างเป็นสัตว์มงคลเหมือนไทยเราเหมือนกันนะครับ (ทางไทยและศรีลังกาก็มีความร่วมมือกันในเรื่องที่เกี่ยวกับช้างด้วย)

พิธีการก็ค่อนข้างเรียบง่าย และผ่านไปได้อย่างเรียบร้อยดี หลังจากนี้พวกเราก็ออกเดินทางจากกรุงโคลอมโบ มุ่งสู่ อนุราชปุระ ซึ่งเป็นนครหลวงแห่งแรกของประเทศศรีลังกาครับ (อายุมากกว่า 2,000 ปี)

(ติดตามตอนต่อไปนะครับ)
กว่าจะเสร็จพิธีถวายพระพุทธรูป (และรับมอบโดยประธานาธิบดี) ก็ประมาณเที่ยงเศษ ๆ แล้ว ก่อนที่พวกเราจะออกเดินทางสู่เมืองอนุราชปุระกัน พวกเราก็ไปหาอะไรรับประทาน (พอดีว่า ที่ทำเนียบ ฯ ไม่ได้จัดอาหารเลี้ยงให้ แหะ แหะ )

วันนี้ผมก็อยากจะลองอาหารพื้นเมืองลังกากันสักหน่อย คุณ guide ใจดีก็เลยพาไปครับ เห็นได้ว่าในศูนย์การค้า หรือแม้แต่อาคารสำนักงานใหญ่ ๆ ก็เต็มไปด้วยอาหารพื้นเมืองครับ อาหารมีหลากหลายมาก อืม... ผมก็จำชื่อไม่ได้ด้วยสิครับ



ผู้ชายใน VDO นี่เป็นคุณ Guide ชาวศรีลังกานะครับ ดูที่ข้อมือขวาของเขานะครับ ใส่ wristband เหลืองด้วย คุณพี่เขามาเมืองไทยบ่อยครับ

ที่นี่ก็ทานข้าวเป็นอาหารหลักนะครับ ทั้งข้าวแดง ข้าวขาว ข้าวอบกับกระทิ ฯลฯ ลักษณะเมล็ดข้าวเขาจะเล็กและสั้นกว่าข้าวหอมมะลิบ้านเราครับ และกลิ่นแรงกว่าหน่อยหนึ่ง จึงมักจะใส่เครืองเทศลงไปเพื่อดับกลิ่นด้วย

อืม.. ผมไม่รู้คิดไปเองไหมนะครับ คือผมชอบข้าวไทยมากกว่า คือข้าวบ้านเราจะนุ่มลิ้นกว่ามาก ข้าวเขาจะค่อนข้างแข็ง ร่วน แบบว่าเวลารับประทานข้าวลังกาแล้วรู้สึกไม่เหมือนทานข้าว กลับคิดว่ากำลังทานเมล็ดธัญพืชอยู่

แต่ก็คงเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของพวกเขาด้วยกระมังครับ ถ้าเขามาลองทานข้าวนุ่มลิ้นบ้านเรา เขาก็อาจจะว่าไม่ถูกปากเขาเหมือนกันนะครับ

ผมยังตั้งข้อสังเกตุอีกว่า พวกเขามักใช้มะม่วงในการประกอบอาหารค่อนข้างมากด้วยครับ (อันนี้สังเกตุเองจากคนไม่มีความรู้เรื่องอาหารนะ ถ้าใครทราบรายละเอียดมากกว่านี้รบกวนชี้แนะด้วยครับ )



หลังจากอิ่มกันแล้วก็ขึ้นรถออกเดินทาง ขึ้นไปทางเหนือ มุ่งหน้าสู่อนุราชปุระ (Anuradhapura) กันครับ



คนศรีลังกานี่ก็ชอบโยเกิร์ตเหมือนกันนะครับ เราลองซื้อโยเกิร์ตของที่ศรีลังกามาลองชิมกันดู (ขอยืมคุณแม่เป็นนางแบบโฆษณาโยเกิร์ตสักหน่อย) รสดีมากเลย แต่ว่ากลิ่นแรงไปหน่อย (อืม.. พอดีคนอื่นเขาไม่บ่นกันนะครับ สงสัยผมคิดไปคนเดียว ) ลักษณะพิเศษของโยเกิร์ตที่นี่คือจะจับตัวเป็นวุ้นแข็ง ตักไปนี่นึกว่ากำลังตักลงไปในคัสตาร์ดยังไงยังงั้นเลยครับ แถมเนื้อยังเนียนอีกต่างหาก แต่พอแตะลิ้นแล้วก็เลยรู้ว่าเป็นโยเกิร์ต

พอขับรถออกไปนอกเมืองสักพัก ตามบริเวณสองข้างทางของถนนก็เต็มไปด้วยร้านขายผักและผลไม้ โอ.. แล้วก็ที่ดูเหมือนว่าจะมีมากอยู่สักหน่อยก็คือร้านขายเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ครับ



ขายกันเยอะมากเลย ท่าทางจะชอบทานกันครับ



ระหว่างที่พวกแม่ ๆ ซื้อเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กัน ผมก็เดินเล่น โอ... ที่ศรีลังกานี่ก็มีตุ๊กตุ๊กสามล้อเหมือนกันนะครับ ไม่แน่ใจว่าพวกเขามีศัพท์เรียกพิเศษไหม เพราะถามใคร ๆ เขาก็เรียกว่า Taxi



ฟังเสียงเครื่องยนต์แล้ว ก็คล้าย ๆ ตุ๊กตุ๊กบ้านเราเหมือนกันนะครับ



พอเราซื้อเมล็ดมะม่วงหิมพานต์กันเสร็จ เราก็ขึ้นรถเพื่อมุ่งสู่จุดหมายกันต่อ แต่ทว่า หลังจากออกรถได้ไม่นานก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นครับ

นั่ง ๆ รถไปก็รู้สึกว่าทำไมรถมันสั่น ๆ พิกล และก็มีเสียงประหลาด พอจอดรถลงไปดูก็พบว่า ยางล้อด้านหลังข้างขวาแตกไปเสียแล้วครับ (เอ่อ ผมนั่งซ้ายนะครับตอนนั้น)



โอ นี่เราเพิ่งทำบุญกันมิใช่หรือนี่ ยางแตกเสียได้ แต่ถ้าคิดในแง่ดีนะครับ ก็ดีกว่ายางไปแตกระหว่างที่เราขับรถขึ้นเขา



ระหว่างที่เรารอคนขับรถเปลี่ยนยางล้อรถ เราก็เลยเดินเล่นดูร้านตามไหล่ทางกัน ก็...เดินมาไม่ไกลจากจุดที่ยางรถแตกมากนัก (ไกลกว่าจุดที่ถ่ายรูปด้านบนอีกหน่อยนึงครับ) ก็พบกับร้านขายผลไม้



เห็นคุณพี่ท่าทางแบบนี้ นึกว่าจะดุ แต่ว่าใจดีมากเลยครับ ยิ้มแย้ม (พอดีตอนที่ถ่ายนี่แกไม่ได้ยิ้ม)

ไอ้ที่เห็นสีแสด ๆ แดง ๆ นี่ เรียกว่ากล้วยนาก หรือ Red Banana ครับ บ้านเราก็มีนะครับ (แต่หายากหน่อย) บางท้องที่เรียกว่า กล้วยแดง กล้วยกุ้ง มักนิยมปลูกประดับ หรือ เอาไว้บูชาพระ (รับประทานก็ได้นะครับ)



ระหว่างที่เราเลือกซื้อกันอยู่นั้น ก็มีชาวบ้านมาขอซื้อกล้วยนากไปไหว้พระครับ ราคาของกล้วยนากนี่ จะขายแพงกว่ากล้วยธรรมดาครับ คือราคาตกลูกละ (ไม่ใช่หวีละนะครับ) 10 รูปีศรีลังกา พอดีว่าเราซื้อกันนอกเมือง ถ้าหากซื้อในเมืองก็จะตกลูกละ 15 รูปีศรีลังกา (อัตราแลกเปลี่ยนก็ประมาณ 2.4-2.8 รูปีศรีลังกา ต่อ 1 บาทครับ)



ที่ศรีลังกานี่จะมีมะพร้าวชนิดพิเศษครับ เรียกว่า King Coconut ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า Thambili (พอดีผมฟังภาษาสิงหลไม่ออกจริง ๆ เลยเอาคำเขียนแบบนี้มาให้ละกันครับ) เปลือกนอกสีเหลือง เนื้อในก็สีขาวเหมือนมะพร้าวสีเขียวบ้านเรา

เชื่อว่า King Coconut มีต้นกำเนิดมาจากที่ศรีลังกานี่เอง เป็นที่นิยมรับประทานกันอย่างมาก คนที่นี่เชื่อว่า ถ้าจะรับประทาน ควรจะอาบน้ำให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงรับประทานในตอนเช้า ไม่ควรรับประทานตอนเย็น หรือ รับประทานแล้วไปอาบน้ำ จะทำให้ไม่สบายได้ (ข้อห้ามนี้รวมไปถึงอาหารที่ใส่กระทิด้วยครับ)

เรารอเปลี่ยนยางอยู่เกือบชั่วโมงครับ ที่จริงในตอนเช้าเราก็ต้องเลื่อนกำหนดการถวายพระพุทธรูปออกไปชั่วโมงกว่า ๆ เบ็ดเสร็จแล้ววันนี้เราต้องเสียเวลาไปมากกว่าสองชั่วโมง ทำให้ไปถึงอนุราชปุระเกือบ 2 ทุ่มครับ

(ติดตามตอนต่อไปนะครับ)


Plin, :-p
View full profile