
สัปดาห์ที่แล้ว คุณแม่ของผม ท่านโทรมาชวนให้ไปเที่ยวประเทศศรีลังกาด้วยกันครับ
จะไปกันกลุ่มเล็ก ๆ (กับเพื่อน ๆ ของคุณแม่) ผมเองไม่เคยไปมาก่อน แล้วก็อยากจะไปศรีลังกามานานแล้วด้วย ก็เลยตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเลเลยครับ
ส่วนในรายละเอียด ว่าทำไมถึงจะไปกันนั้น เท่าที่ทราบในตอนแรกก็คือว่า เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งของคุณแม่ ไปเที่ยวศรีลังกาบ่อยมากกกก (มากจริง ๆครับ) ครั้งก่อนที่ไปนั้น ระหว่างไปนมัสการพระเขี้ยวแก้ว (ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ เอาเป็นว่าสักแห่งละกัน) ก็พบพระสงฆ์รูปหนึ่ง เป็นพระสงฆ์ชาวศรีลังกา วัดที่ท่านอยู่นั้นเป็นวัดป่า และอยู่จำพรรษาเพียงรูปเดียวเท่านั้น

หลังจากสนทนากันไปสักพักก็ได้ความว่า ท่านเป็นพระภิกษุนิกายสยามวงศ์ จำที่วัดนั้นเป็นสิบปีแล้ว ไม่มีพระพุทธรูปเลย ท่านสวดภาวนาตั้งจิตอธิษฐาน อยากให้มีพระพุทธรูปในลักษณะศิลปะแบบไทย มาให้ชาวบ้านได้กราบไหว้บูชากันบ้าง

เพื่อนของคุณแม่ศรัทธาแรงกล้ามาก กลับมาประเทศไทย ก็หล่อพระพุทธรูป แล้วก็ทำเรื่องจัดการตามระเบียบต่าง ๆ เพื่อที่จะนำพระพุทธรูปไปถวายที่วัดป่าแห่งนี้
และนี่ก็เป็นมูลเหตุที่คณะของเรา (ซึ่งมีทั้งหมด 5 คน ยังไม่รวมคนขับรถ และ Guide ท้องถิ่น) จะไปประเทศศรีลังกากันในครั้งนี้
(แต่อันที่จริง ควรต้องบอกว่า 4 คน คือไม่รวมผมด้วย เพราะผมก็เพียงแค่ขอติดตามคณะแสวงบุญนี้ไปด้วย เพื่อไปเที่ยวกับถ่ายรูปเสียมากกว่า)
สำหรับรายละเอียดของพระภิกษุรูปนั้น และ เหตุการณ์วันที่เราถวายพระพุทธรูปกันนั้น จะมาเล่าให้ฟังต่อไปนะครับ

การไปเที่ยวประเทศศรีลังกานี่ เราไม่ต้องขอ VISA ก่อนก็ได้นะครับ ไม่ยุ่งยากมาก ผมตัดสินใจก่อนไปกับคณะนี้ก่อนออกเดินทางประมาณอาทิตย์เดียวเท่านี้น

พวกเราออกเดินทางกันวันที่ 6 กรกฏาคม พ.ศ. 2549 จากท่าอากาศยานดอนเมือง ประมาณ 2 ทุ่มกว่า ๆ โดยสายการบิน SriLankan Airlinesเที่ยวบิน UL423 มุ่งสู่ Bandaranaike International Airport, กรุงโคลอมโบ (Colombo) ประเทศศรีลังกา

สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งเดียวในประเทศ
การเดินทางใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ส่วนเวลาท้องถิ่นของศรีลังกานั้น จะช้ากว่าเวลาของประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีครับ
(ส่วนพระพุทธรูปไปถึงประเทศศรีลังกาก่อนแล้ว โดยทางเรือ)
หลังจากถึงประเทศศรีลังกาแล้ว พวกเราก็ตรงเข้าสู่ตัวเมืองโคลอมโบ เนื่องจากสนามบินอยู่ค่อนข้างนอกเขตเมือง แม้รถไม่ติด ก็ใช้เวลาขับรถประมาณ 45 นาทีจึงถึงโรงแรม Hilton Colombo
อันที่จริง นอกจากที่ใช้เวลาเพราะว่าไกลแล้ว ยังมีเหตุให้ต้องหยุดรถเป็นระยะ ๆ ด้วยครับ คือจะมี่ด่านตรวจเป็นทหารถือปืน และก็เป็นตำรวจ ขอตรวจรถเป็นระยะ ก็แค่ชะโงกดูหน้านิดหน่อย และก็ดู passport เท่านั้นครับ ไม่ได้ทำอะไรรุนแรงน่าเกลียด
เรามาถึงกันก็ดึกแล้ว วันรุ่งขึ้นมีนัดถวายพระพุทธรูปเป็นทางการอีกที ดังนั้นขอจบตอนนี้ไปก่อนนะครับ












)
)



นี่เราเพิ่งทำบุญกันมิใช่หรือนี่ ยางแตกเสียได้ แต่ถ้าคิดในแง่ดีนะครับ ก็ดีกว่ายางไปแตกระหว่างที่เราขับรถขึ้นเขา 


