Sri-Lanka

2006/Jul/28



วันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 ในตอนเช้านั้น เรายังอยู่ในบรรยากาศแบบอังกฤษกันอยู่เลย อากาศก็เย็นจนต้องใส่เสื้อหลายชั้น แต่พอมาช่วงบ่าย ๆ ตอนนี้อากาศกลับร้อนขึ้น ตามระยะทางที่เราขับลงเขากันมา

และแล้วตอนนี้เรากลับมาอยู่ที่ป่าเมืองกาญจนบุรี !!!



ป้ายบอกทางข้างหน้า บอกว่า พวกเราได้มาถึง "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" แล้ว ??



พวกเราลงจากรถลงมา ก็เห็นต้นกล้วย ภูเขา และแม่น้ำ อืม... ป่าที่ไหนมันก็คงจะเหมือนกันหมดล่ะนะ อืม หรือว่า แม่น้ำนี้ชื่อแม่น้ำแควเหมือนกัน



ก็สอบถามคุณลุงคนหนึ่งแถวนั้น ก็รู้ว่า นี่คือแม่น้ำ Kelani Ganga ครับ ไม่ใช่แม่น้ำแคว แต่ว่า..



ภาพยนตร์เรื่อง The Bridge on the River Kwai (ค.ศ. 1957) ได้ใช้สถานที่แห่งนี้เป็น location ในการถ่ายภาพยนตร์ครับ



ในตอนนั้น พื้นที่ป่าแถวนี้ ได้ถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นป่าเมืองกาญจนบุรี และ แม่น้ำ Kelani Ganga ก็ถูกสมมติให้เป็นแม่น้ำแคว

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่องนี้ ตอนจบจะมีฉากระเบิดสะพานด้วย ก็ถ่ายทำกันบริเวณนี้เช่นกัน ตอนนี้สะพานนั้น ไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว เหลือก็แต่คุณลุงคนนี้แหละครับ



"นี่เลย ผมเล่นเป็นเด็กคนนี้ครับ Oh, I was a Jungle Boy in the movie" แกเล่าถึงความหลังด้วยความภาคภูมิใจ ความสุขสนุกสนานในครั้งนั้น สามารถมองเห็นจากใบหน้า และ ดวงตาที่เป็นประกายของคุณลุงแก



แกยังคงคิดถึง William Holden ที่แสดงเป็น Cmdr. Shears ไม่รู้ว่า...แกรู้แล้วหรือยังว่า William Holden เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981



เราถ่ายรูปร่วมกับคุณลุง ห้อมล้อมด้วยลูก ๆ หลาน ๆ ของแก



จากบริเวณนี้อีกไม่ไกล ก็จะมีร้านอาหารริมแม่น้ำ Kelani Ganga ครับ



ภายร้านมีรูปเกี่ยวกับสะพานข้ามแม่น้ำแควประดับไว้ด้วยนะครับ



คงจะมีไว้เพื่อคอยเตือนให้คนที่ผ่านมาระลึกว่า ครั้งหนึ่งแม่น้ำ Kelani Ganga ที่นั่งกินข้าวนี้ ก็เคยถูกสมมติให้เป็นแม่น้ำแคว ประเทศไทย เหมือนกัน



แต่ไม่รู้ว่า จะมีสักกี่คนที่จะรู้ความหมาย เพราะเวลาพูดถึงหนังเรื่อง The Bridge on the River Kwai คนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยจะรู้จักกันแล้ว





แม่น้ำ Kelani Ganga บริเวณนี้ จะรู้จักกันในฐานะของ สถานที่พายเรือล่องแก่งกันมากกว่า



ณ จุดนี้ ที่ซึ่งเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากระเบิดสะพานข้ามแม่น้ำแคว ก็ไม่เหลืออะไรเป็นหลักฐานให้ระลึกถึงอีกแล้ว นอกจากแม่น้ำ Kelani Ganga สายนี้ และตัวคุณลุง ที่คอยถ่ายทอดสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ ให้กับผู้ที่แวะผ่านมา




2006/Jul/28



หลังจากเราไป Royal Botanical Garden กันแล้ว พวกเราก็ไปเมื่อง Nuwara Eliya (นัวเรอเอเลีย) กันครับ

เมือง Nuwara Eliya นี้ เป็นเมืองในภูเขาครับ สูงจากระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยก็ประมาณ 1,990 เมตร (ประมาณ 6,128 ฟุต)

ด้วยความสูงขนาดนี้ อากาศจึงค่อนข้างหนาวเย็น และแตกต่างจากอากาศบนพื้นราบค่อนข้างมาก อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะประมาณ 14 - 21 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน, ประมาณ 16 - 18 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม, และประมาณ 15 - 18 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม

โดยในขณะที่อุณหภูมิตามชายฝั่งก็จะประมาณ 26 องศาเซลเซียส

ตอนแรกผมก็คิดว่า อืม สูงขนาดนี้ผู้คนคงเบาบาง แต่ผมคิดผิดถนัดครับ ระหว่างทางนี่ รถเยอะมากทั้งขาไป และสวนกลับ

ขณะที่เราขับรถขึ้นเขากันนี้ ก็จะเห็นน้ำตกเป็นระยะ ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อีกทั้งทิวทัศน์หุมเขาก็สวยงามมาก เสียดายที่ตอนขาขึ้นนี้ไม่ได้ถ่ายไว้

เรื่องของเรื่องคือ ที่ความสูงระดับนี้นั้น มันมีเมืองทั้งเมืองอยู่จริง ๆ ครับ มีทั้งโบสถ์ วัด ที่ทำการไปรษณีย์ บ้าน โรงแรม สนามแข่งม้า สนามแข่งรถ สนามกอล์ฟ ไร่



เมืองนี้ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1818 ซึ่งเป็นช่วงที่ศรีลังกาตกเป็นอาณานิคมของประเทศอังกฤษแล้ว โดย Dr. John Davy กับกลุ่มล่าสัตว์ของเขา ได้ค้นพบที่แห่งนี้ว่ามีลักษณะภูมิอากาศใกล้เคียงกับยุโรป แน่ล่ะ เนื่องจากเป็นคนอังกฤษมาพบ ก็ต้องบอกว่าเหมือนอังกฤษ

ซึ่งต่อมา รัฐบาลศรีลังกา ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ก็ได้พัฒนาที่แห่งนี้ขึ้นเป็นเมือง โดยมีการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างในลักษณะแบบอังกฤษ ซึ่งบางครั้ง เขาก็เรียกเมืองนี้ว่า "Little England"

นอกจากนี้ ก็ยังพบว่า สภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับการปลูกชาอย่างมากด้วย และชา Ceylon Tea ที่เรารู้จักกันนั้น แหล่งใหญ่ที่ปลูกกันเลยก็คือ Nuwara Eliya แห่งนี้ครับ



จุดแรกที่เราแวะกันก็คือ Labookelle Tea Centre ครับ ซึ่งขายชายี่ห้อ Mackwoods



ที่หน้า Labookelle Tea Centre ก็มีเจ้าเครื่อง roller อายุกว่า 100 ปีนี่ ตั้งไว้อยู่ครับ เพื่อยืนยันความเก่าของที่นี่ว่า ที่นี่ผลิตชามานานแล้ว Mackwoods นี่ก็ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1841 ครับ



เรานั่งจิบชา ฟังเสียงน้ำตก กันที่นี่ครับ โอ.. ชาดีมากครับ อืม... แต่ว่าตรงนี้วิวไม่ค่อยสวยเท่าไหร่





เราเข้าพักกันที่โรงแรม Saint Andrew ครับ วันนี้แขกแน่นมาก เขาว่าห้องเต็มหมดเลยครับ สถาปัตยกรรมที่นี่เป็นแบบ Tudor-style colonial น่ะครับ

ตัวตึกที่เห็นนี่ อายุกว่า 100 ปีแล้วนะครับ พวกเราพักที่นี่กันแค่คืนเดียว (เสียดาย บรรยากาศ)



เช้าวันรุ่งขึ้น จันทร์ที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549 ไทย หรือก็คือ พ.ศ. 2550 ศรีลังกา) พวกเราก็ออกเดินทางจากโรงแรมกัน

เนื่องจากเวลาไม่พอ (ที่จริงไม่ได้อยู่ในแผน) ก็เลยไม่ได้ไปแวะเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ใน Nuwara Eliya เช่น สนามแข่งม้า สนามกอล์ฟ หรือไม่ส่องสัตว์อะไร เช้าวันนี้ก็ขับรถชมเมืองกันสักหน่อย



นี่ก็โรงแรมอีกแห่งนึงครับ ตึกสวยดีนะครับ



นี่ก็เป็นไปรษณีย์ครับ ถ่ายไม่ค่อยชัดเพราะว่า ถ่ายในรถ (ผ่าน film กรองแสงน่ะครับ)



ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นเลยนะครับ ก็เขาห้ามตัดต้นไม้ที่นี่ครับ ผิดกฎหมาย

แล้วก็ขับรถลงจากเขากัน ตอนขาลงนี่ เราลงคนละทางกับตอนขาขึ้นนะครับ วิวไม่เหมือนตอนขาขึ้นมา แล้วก็รถไม่ค่อยมีด้วย อาจจะเป็นเพราะว่า วันนี้เป็นวันสำคัญทางศาสนา คนเลยอยู่วัดกัน ไม่ออกเดินทาง

ที่ประเทศไทยวันนี้ (10 กรกฎาคม) เป็นอาสาฬหบูชาใช่ไหมครับ ทว่าที่ศรีลังกา วันนี้เป็นวันเข้าพรรษาแล้วครับ !!!



นอกเรื่องไปนิดหน่อย เอาล่ะครับ นี่แหละต้นชาครับ



ที่ศรีลังกานี่ยังมีเรื่องวรรณะอยู่นะครับ คนที่เก็บชาส่วนใหญ่ก็เป็นคนในวรรณะต่ำ โดยทางรัฐบาลจะให้ค่าจ้างต่อคนต่อวันประมาณ 100 กว่า ๆ รูปีศรีลังกาครับ





ที่เห็นเหมือนเป็นกำมะหยี่สีเขียว เต็มไปหมดนั่นก็คือ ไร่ชา ทั้งนั้นเลยนะครับ





ที่นี่คือ Saint Clair's Tea Centre แต่ผมไม่ได้ซื้อชาที่นี่น่ะครับ เพราะว่าแถวนี้ view ค่อนข้างดีครับ ผมเลยเลือกที่จะถ่ายรูปดีกว่า





เห็นไกล ๆ นั่นคือน้ำตก Davon ครับ อืม.. ตั้งชื่อตามเจ้าของไร่ชาวอังกฤษน่ะครับ



อืม จุดชมวิวดี แต่แดดไม่ดีนี่ก็ ถ่ายรูปได้ไม่ดีนะครับ เฮ้อ

ก็หลังจากนี้เราก็นั่งรถลงเขาไปเรื่อย ๆ อากาศก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้น จากหนาวจนต้องใส่เสื้อหลายชั้น ก็เริ่มร้อนจนอยากถอดเสื้อออกทีเดียว

2006/Jul/28



หลังจากเรานมัสการพระเขี้ยวแก้วที่แคนดี้แล้ว เนื่องจากเช้านี้ทำเวลาได้ค่อนข้างดี เราก็เลยไปเที่ยวกันต่อ



พวกเราออกเดินทางไปทางทิศตะวันตก ห่างออกไปจากเมืองแคนดี้ประมาณ 6 กิโลเมตร ก็จะถึง Royal Botanical Garden หรือ สวนพฤกษชาติ แห่ง Peradeniya ครับ



ดูแผนที่คราว ๆ ของสวนพฤกษชาตินี้กันก่อนนะครับ (นั่นเงาสะท้อนกระจกของผมนะครับ ไม่ใช่วิญญาณที่ไหน) ก็จะเห็นว่าสวนแห่งนี้ มีแม้น้ำโอบล้อมถึง 3 ด้าน แม่น้ำนี้ก็คือ Mahaweli Ganga ครับ



ประวัติของ Royal Botanical Gardens นี้ ก็อาจจะนับย้อนไปถึง ปี ค.ศ. 1371 ในรัชสมัยของ กษัตริย์ Wickramabahu III พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระราชฐาน ใกล้บริเวณแม่น้ำ Mahaweli Ganga นี้

แต่ตอนนั้น ก็ยังไม่ได้นับว่าเป็นสวนพฤกษชาติ นะครับ

ครั้นมีการย้ายเมืองหลวงมายังแคนดี้ ด้วยความที่ Peradeniya ห่างจากแคนดี้ไม่มากนัก กษัตริย์บางพระองค์ก็ทรงแปรพระราชฐาน โปรดให้สร้างพระที่นั่งที่บริเวณนี้ไว้ด้วย (ประมาณปี ค.ศ. 1747 โดยกษัตริย์ Kirti Sri)



อย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งนี้ ได้พัฒนาให้กลายเป็นสวนพฤกษชาติจริง ๆ ก็หลังจากที่ศรีลังกาเสียเอกราชให้อังกฤษไปแล้ว โดยในปี ค.ศ. 1821 (6 ปีหลังจากที่อังกฤษชนะกษัตริย์เมืองแคนดี้) พื้นที่แห่งนี้ก็ได้ถูกแปรสภาพให้เป็นสวนพฤษชาติ โดย Mr Alexandar Moon

สวนพฤกษชาติแห่งนี้ มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 147 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ = 0.004047 ตารางกิโลเมตร) และมีพรรณไม้ถึงกว่า 4,000 สปีชีส์ !! ถือเป็นสวนพฤกษชาติที่สมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเลยครับ (สำหรับในเอเชียใต้นี้ก็ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด)



กว้างขนาดนี้นี่ ก็มีบริการเกวียนให้นั่งนะครับ ก็ต่อคิวนานเหมือนกัน วันนั้นเราไม่ได้นั่งกัน



ต้นไม้แต่ละต้นที่นี่ สูง ๆ ใหญ่กันทั้งนั้น เดี๋ยวเราลองเอาคนไปยืนเทียบกันดูนะครับ อืม... รู้สีกว่าจะเป็นต้นขนุนนะครับ



ที่จริง.. แบบนี้ก็ยัง ต้นไม่ใหญ่เท่าไหร่นะครับ เดี๋ยวเราเดินกันต่อดีกว่า





อันนี้สิครับ สูงใหญ่จริง ๆ เดินออกไปไกลมากแล้ว ก็ยังเก็บให้เห็นยอดไม่ได้เลยครับ ผมได้แต่อ้าปากค้าง เลยลืมดูป้ายว่าเป็นต้นอะไร



เดินมาอีกนิด ก็จะพบกับต้นปาล์ม ซึ่งมีผลรูปร่างแปลก ๆ ต้นนี้ถือว่าเป็น Highlight ของที่นี่เลยก็ว่าได้นะครบ เขาเรียกว่า Double Coconut ที่จริงแล้วเป็นปาล์มชนิดหนึ่งนะครับ พบยากมาก และถือว่าเป็นพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ลูกที่เห็นนั้น หนักประมาณ 10-20 กิโลกรัมเลยนะครับ ลักษณะพิเศษของมันก็คือ "เมล็ด" ครับ จะเป็นลักษณะคล้ายแฝดตัวติดกัน



เราเดินกันต่อนะครับ จุดหมายคราวนี้คือพุ่มไม้ตรงนั้นล่ะครับ





โอ้ ใหญ่จริง ๆ



ป้ายที่โคนต้นเขียนว่า นี่คือ Giant Java Willow Tree (Ficus benjamina Linn.) ครับ



อันที่จริงแล้ว Willow tree นี่จะหมายถึงต้นหลิวนะครับ แต่ว่าชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus benjamina นี้ และถ้าดูจากรูปร่างต้นไม้แล้ว มันคือ"ไทรย้อย"ครับ



เราเดินออกมาจากไทรย้อย ไปยังถนนเลียบแม่น้ำ Mahaweli Ganga บริเวณนี้จะปลูกต้นสนสองข้างทางครับ



มองไปที่ฝั่งแม่น้ำ ก็จะเห็นกอไผ่ ขึ้นเป็นทิว

ในปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯเยือนประเทศศรีลังกาอย่างเป็นทางการ (ระหว่างวันที่ 23 ถึง 29 สิงหาคม)



ครั้งนั้น พระองค์ทรงปลูกต้น Mesua stylosa ซึ่งอยู่ในวงศ์ Clusiaceae เพื่อเป็นอนุสรณ์ด้วย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999)

ผมเองไม่แน่ใจนะครับว่า Mesua stylosa นี่มีชื่อภาษาไทยว่าอะไร แต่ว่า Mesua ferrea นี่คุณ ๆ ที่ติดตามมาตั้งแต่ต้นคงจะจำกันได้นะครับว่าคือ "ต้นบุนนาค"



ก็เดินกันจนเหนื่อยเลยครับ พอดีเรามาเดินกันนี่ก็สายแก่ ๆ แล้ว จวนจะเวลาอาหารเที่ยง แดดแรงเหลือเกิน ภาพเลยถ่ายได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่



อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่นี่ร่มรื่นมากเลยนะครับ มอง ๆ ไป ก็เห็นอยู่กันเป็นคู่ ๆ แบบนี้

ดูแล้วก็น่าอิจฉานะครับ

พวกเราเดินเล่นที่นี่กันจะบ่ายโมงเลยล่ะครับ ซึ่งเดี๋ยวเราต้องเดินทางต่อ จุดหมายต่อไปของเราก็คือ Nuwara Eliya ครับ



Plin, :-p
View full profile