VietNam

(Click ปุ่มที่มุมซ้ายล่าง เพื่อเล่น VDO)

(Click ปุ่มที่มุมซ้ายล่าง เพื่อเล่น VDO)


ก่อนหน้านี้สักหลายสัปดาห์ ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะมาเขียนเล่าเรื่องเวียดนามให้สหายได้อ่านกัน ระหว่างนี้ก็วางแผนว่า จะรวมรวมข้อมูลให้ดีสักหน่อย ก่อนจะลงมือเขียน แต่... ก็ไม่มีเวลาหาข้อมูลสักที (รู้น่ะว่าแก้ตัว) Blog เรื่องเวียดนามจึงเจอกับ "โรคเลื่อน" เลื่อนจนมาถึงวันนี้ เร่งให้คลอดแม้ว่าข้าพเจ้าจะยังรวบรวมข้อมูลไม่ได้มากพอ



คราวก่อนที่เขียน blog พาสหายไป Virtual Tour ศรีลังกากันนั้น ข้าพเจ้าไปกันเพียงกลุ่มเล็ก ๆ รวมไกด์ท้องถิ่นกับคนขับรถแล้วก็เพียงเจ็ดชีวิตเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงใช้เวลากับแต่ละจุดเพื่อเก็บภาพและข้อมูลได้ค่อนข้างเต็มที่อยู่สักหน่อย



แต่ว่าในครั้งนี้ คณะไปเวียดนามของเรามีกันมากถึง 40 ชีวิต แม้ว่า..ส่วนใหญ่ในกลุ่มจะรู้จักกันอยู่แล้ว แต่ว่า.. ความเทอะทะของหมู่คณะ ก็ทำให้ความคล่องตัวลดลงไปค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถจะอยู่เก็บรายละเอียดได้มากเหมือนคราวก่อน



คือ..เดิมคิดว่าจะหาข้อมูลเยอะ ๆ ก่อนค่อยเขียนทีเดียว แต่ด้วยว่างานที่รัดตัว และเห็นว่ามี blogger ท่านอื่น (จำนวนมาก) เขียนเรื่องเวียดนามไว้ (ค่อนข้างเยอะมาก) แล้ว ก็เลย.. เห็นว่าคงไม่มีอะไรต่าง เลยตัดสินใจยกเลิก "โครงการจัดทำสารคดี" ไป (เปลี่ยนเป็นเขียน diary แทน... ฮา)



ตอนแรก.. พวกเราวางแผนจะออกเดินทางกันวันที่ 1 มีนาคม 2550 แต่ด้วยว่าไม่สามารถจัดการให้คณะเราทั้ง 40 ชีวิตไปพร้อมกันได้หมด (ก็อย่างว่านะ... เวียดนามตอนนี้กำลังบูมเรื่องท่องเทียวมาก ก็ต้องไปแย่งที่นั่งเครื่องบินกับนักท่องเที่ยวคณะอื่นอีก) ก็เลยต้องเลื่อนเป็น 2 มีนาคม 2550 แทน



พวกเรานัดหมายกันประมาณ 10 นาฬิกา ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 เคาน์เตอร์ของสายการบิน Vietnam Airlines



ใช่แล้วล่ะ พวกเราเลือกใช้บริการของ Vietnam Airlines เที่ยวบินที่ VN 830 จากสนามบินสุวรรณภูมิเหิรฟ้าไปสู่สนามบินน่อยไบ๋ (Noi Bai International Airport) กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม



เนื่องจากคณะเราเป็นผู้รักษาเวลา ก็เลยรีบตรงไปที่ Gate โดยพลัน



พอไปถึงที่ทางเข้า Gate ก็เห็นมีป้ายกระดาษอันนี้แปะอยู่ มองให้ดี ๆ นะ จะเห็นเทปกาวใสด้วย (ฮา)

ทางคณะเรามีกันหลายคนก็จริง แต่ก็มากันตรงเวลานะ ว่าแต่ใครหนอที่ไม่ตรงเวลา.. พวกเราก็ได้แต่รอ "เธอ" อยู่



เธอที่ว่าก็ไม่ใช่ใครหรอก เป็นเครื่องบินสายการบิน Vietnam Airlines เที่ยวบินที่ VN 830 นั่นเอง เราได้ข่าวว่า น้อง VN 830 ออกจากสนามบินที่เวียดนามช้ากว่ากำหนด ก็เลยมารับพวกเราช้าไปด้วย ว่าแต่.. จะช้าเพราะว่าผู้โดยสารขึ้นเครื่องช้า หรือ เพราะสาเหตุอื่นทางเทคนิค อันนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบได้



พวกเรารอเธออยู่ไม่นานมากนัก ในที่สุดเธอก็มา เจ้าเครื่องบินลำน้อย..(หรือ จะเรียกนกตัวโต.. ก็แล้วแต่นะ) ก็ลงจอดประมาณเวลาที่เราควรจะขึ้นเครื่องพอดี แต่..เอาล่ะ.. พวกเราไม่ได้ว่าอะไรนะ มาช้าดีกว่าไม่มา ตอนนี้ก็...ให้เธอพักผ่อนเติมน้ำมันกันเสียหน่อย

ก่อนที่ "เธอ" จะพาพวกเราทั้ง 40 ชีวิตไป Noi Bai International Airport กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม


edit @ 2007/04/28 00:23:42
edit @ 2007/05/10 05:28:20

(Click ปุ่มที่มุมซ้ายล่าง เพื่อเล่น VDO)

(Click ปุ่มที่มุมซ้ายล่าง เพื่อเล่น VDO)


มาช้าดีกว่าไม่มา... ในที่สุดพวกเราทั้ง 40 ชีวิตก็จะได้ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิซักที



Vietnam Airlines เป็นสายการบินแห่งชาติ ดำเนินกิจการโดยรัฐบาลเวียดนาม ตราสัญลักษณ์ของสายการบิน ที่เป็นเป็นสีเหลือง ๆ ทอง ๆ นี้คือ "ดอกบัว"

ทั้งนี้ ไกด์ท้องถิ่นได้บอกกับเราว่า เพราะ ดอกบัว เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศเวียดนาม



เวลาประมาณบ่ายสามโมง ของวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2550 พวกเราก็มาถึงสนามบินน่อยไบ๋ (Nội Bài International Airport) ในเขตเมืองฮานอย (อันที่จริงแล้วตัวสนามบินจะอยู่ห่างจากตัวเมืองฮานอยประมาณ 45 กิโลเมตร)

เรามาถึงเวียดนามกันแล้วก็กล่าวสวัสดีกันเสียหน่อย การทักทายสวัสดีกันนั้น ที่นี่ใช้คำว่า "ซินจ่าว" ซินจ่าวเวียดนาม !!



สนามบิน Nội Bài นี้เป็นเสมือนประตูที่จะนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่เวียดนามเหนือ สนามบินนี้ใหม่กว่าและทันสมัยกว่า สนามบินนานาชาติอีกสองแห่งที่เมืองดานัง และ ไซ่ง่อน (แต่ว่าNội Bài มีขนาดเล็กกว่า)


(ภาพจาก
http://www.luxurytravelvietnam.com)


สนามบินอยู่ในเขตเมืองฮานอยก็จริง แต่ว่าวันนี้เราจะยังไม่เข้าไปในตัวเมืองฮานอย พวกเรานั่งรถไปทางทิศตะวันออก มุ่งสู่ "อ่าวฮาลอง" (Halong Bay หรือ Vịnh Hạ Long) ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติที่สำคัญ กันก่อน



รถยนต์ที่เวียดนามนี้พวงมาลัยจะอยู่ข้างซ้าย ขับรถชิดเลนขวา (สังเกตุได้จาก VDO ที่แสดงไว้) ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ แม้ว่าถนนหนทางจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่รถยนต์ไม่สามารถขับด้วยความเร็วมาก ๆ ได้

ทั้งนี้เพราะมีกฎหมายไม่ให้ขับรถเร็วเกินกว่า 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ทางไกด์บอกว่า ที่จริงก็มีการขับเร็วกว่านี้กันบ้าง และในไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีการแก้กฎหมายให้ได้ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง...ณ วันนี้อาจจะมีการแก้กฎหมายให้เป็นแบบนั้นไปแล้ว)

บ้างก็ว่า เพราะไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุกับมอเตอร์ไซค์ ที่มีปริมาณค่อนข้างมาก



พื้นที่สองข้างทางที่เราผ่านไปนั้น จะเป็นทุ่งนา เราได้รับการบอกกล่าวว่า ที่เวียดนามนี้สามารถปลูกข้าวได้อย่างน้อยปีละสองครั้ง ในระยะแรก ๆ นั้น ทางรัฐบาลเวียดนามเร่งปลูกข้าวปริมาณมาก เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ จึงไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพมากนัก

เมื่อปริมาณข้าวมีเพียงพอ ทางรัฐบาลจึงใส่ใจในคุณภาพมากขึ้น จนในที่สุดในวันนี้ เวียดนามสามารถผลิตข้าวเพื่อส่งออก และแข่งขันกับประเทศไทยได้แล้ว



เรานั่งมองนาข้าวเขียวขจีเพลิน ๆ ก็สังเกตุว่า บ้านเรือนที่ปลูกในเวียดนามนี้มีความพิเศษอย่างหนึ่ง คือจะสร้างในลักษณะติด ๆ กัน พอจะมองออกว่าแต่ละหลังจะมีความยาวในแนวตั้งมากกว่าแนวนอน นอกจากนี้ ยังไม่มีการทาสีบ้านทางด้านข้างอีกด้วย พวกเขาทาเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น

ซึ่งไม่เพียงแต่นอกเมืองเท่านั้น แม้แต่ในตัวเมืองเองก็เป็นเช่นนี้

มีคำอธิบายคือ เวียดนามมีพื้นที่ภูเขามากกว่าพื้นที่ราบ จึงมีแนวคิดใช้พื้นที่ให้ได้คุ้มค่ามากที่สุด ก็เลยพยายามสร้างอาคารให้ติด ๆ กัน ทำให้อยู่ในแนวตั้ง ด้านข้างของอาคารก็ไม่ทาสี เพราะเผื่อจะมีการสร้างต่อ (นอกจากนี้ยังประหยัดสีอีกด้วย)



ในภาพนี้มีอะไรแปลก ๆ อยู่ในท้องนา ไม่ทราบว่าสหายพอจะมองเห็นหรือไม่ ทางซ้ายล่างของภาพจะมีอะไรบางอย่างอยู่



ในทีแรกเราก็ไม่แน่ใจว่าคิดไปเองหรือเปล่า หรือว่าตาฝาดไป แต่ว่าเราก็เห็นมันอยู่เรื่อย ๆ แถมบางพื้นที่มีค่อนข้างแน่นหนาเสียด้วย



ดูกันให้ชัด ๆ ใช่แล้วล่ะ มันคือฮวงซุ้ย !! สุสานในท้องนา !! ในตอนแรก ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มันคือหลุมศพของผู้ที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม แต่คุณไกด์บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น

เนื่องจากพื้นที่ไม่ค่อยมี จึงเกิดความคิดที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด บวกกับ ลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (ลัทธิขงจื้อ) ก็เลยทำให้มีการทำสุสานบรรพบุรุษในท้องนา.. พื้นที่ทำกินของตัวเอง แบบนี้

แต่ว่า ไม่ใช่ฝ้งสด ๆ ตรงนี้เพื่อเป็นปุ๋ยนะ ไม่ได้ลูกทุ่งแบบนั้น พวกเขาจะนำศพไปเผาที่อื่นตามพิธีตามลัทธิกันก่อน แล้วจึงนำเถ้ากระดูกมาบรรจุใส่โลงดินเผาขนาดเล็ก หลังจากนั้นค่อยมาไว้ที่สุสานอย่างที่เห็น



ที่จริงแล้วอ่าวฮาลอง ห่างจาก เมืองฮานอยประมาณ 170 กิโลเมตร แต่เพราะไม่สามารถขับรถเร็ว ๆ ได้ ก็เลยใช้เวลาสามชั่วโมงกว่า ๆ จึงจะถึง



พวกเราพักรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนจะเข้าพักกันที่โรงแรม Halong Spring Hotel

แล้วพรุ่งนี้เราจะไปล่องเรือกัน


(Click ปุ่มที่มุมซ้ายล่าง เพื่อเล่น VDO)


เช้าวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2550 พวกเราอยู่กันที่อ่าวฮาลอง หรือ Halong Bay ส่วนในภาษาเวียดนามจะเรียกว่า Vịnh Hạ Long



ช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีโรงแรมใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่พากันหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวที่นี่ โรงแรม Halong Spring ที่เราพักกันนี้ ก็เพิ่งเปิดมาไม่นานเช่นกัน



บริเวณรอบ ๆ โรงแรม ก็มีอาคารถูกสร้างขึ้นอีกมาก โดยอาคารเหล่านี้ก็เป็นเช่นเดียวกับอาคารหลายหลังที่พวกเราเห็นกันในตอนที่แล้ว คือทาสีเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น และจะทิ้งด้านข้างเอาไว้



วันนี้อากาศมิสู้ดีนัก มีฝนตกตั้งแต่เช้า เมฆมาก แดดไม่ค่อยมี อาจจะถ่ายรูปได้ไม่ดีนัก พวกเรารับประทานอาหารเช้า แล้วรีบออกเดินทางสู่ท่าเรือ





บริเวณท่าเรือนี้ มีเรือเทียบท่า รอรับผู้โดยสารอยู่เป็นจำนวนมาก จอดซ้อนกันเป็นตับ



พอดีว่าเรือที่จะพาพวกเราไปชมทัศนียภาพนั้น ไม่ได้อยู่ติดกับสะพาน พวกเราก็เลยต้องปีนลัดเลาะไปตามกราบเรือลำอื่น ๆ



ในที่สุดก็ (ปีน) ขึ้นเรือได้จนครบ ขนาดเรือลำนี้ก็ใหญ่พอที่จะพาพวกเราทั้ง 40 ชีวิตออกสู่มหาสมุทรได้



อ่าวฮาลองนั้นอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม เป็นอ่าวหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย ใกล้กับชายแดนประเทศจีน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งที่ยาวถึง 120 กิโลเมตร



คำว่า "ฮาลอง" นั้น ประกอบด้วยคำว่า "ฮา" ซึ่งคุณไกด์ชาวเวียดนามบอกว่าหมายถึง "การลง" และ "ลอง" ซึ่งแปลว่า"มังกร" รวมแล้วก็แปลว่า "มังกรลง" หรือใครอาจจะแปลว่า "มังกรผู้ดำดิ่ง" (ลงมหาสมุทร)

เรือที่พวกเราโดยสารกันอยู่นี้ ก็มีไม้แกะสลักเป็นมังกร ประดับไว้ที่หัวเรือด้วย



ตำนานเกี่ยวกับอ่าวฮาลองนั้นข้าพเจ้าทราบมาหลาย version แต่โดยหลัก ๆ ก็คือ ชาวเวียดนามนั้นต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองจากการรุกรานของชาวจีนมานานเป็นพันปีแล้ว ครั้งหนึ่งเทพบนสวรรค์ก็ได้ส่งมังกร "ลง" มาช่วยชาวเวียดนามรบกับข้าศึก

บ้างก็บอกว่ามังกรได้คายเอาอัญมณีและหยกออกมา และเสกให้กลายเป็นเกาะแก่งจำนวนมากในอ่าว กลายเป็นปราการธรรมชาติ บ้างก็ว่ามังกรได้ดำดิ่งลงไปก้นมหาสมุทร ทำให้อัญมณีและหยกพุ่งขึ้นมาแล้วกลายเป็นเกาะต่าง ๆ

บ้างก็ว่า หลังจากมังกร "ลง" มาแล้ว ก็ติดใจกับทัศนียภาพ จึงไม่อยากกลับขึ้นไปอีก ในที่สุดก็กลายร่างเป็นเกาะแก่งอยู่ในอ่าวฮาลองนี้


(ภาพสัญลักษณ์มรดกโลก)


ในอ่าวฮาลอง มีเกาะหินปูน อยู่เกือบสองพันเกาะ หลายเกาะมีถ้ำขนาดใหญ่อยู่ภายใน มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ทัศนียภาพคล้ายกุ้ยหลินของจีน และในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2537 อ่าวฮาลองก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก



วันนี้มีฝนตกปรอย ๆ เมฆมากสักหน่อย โชคดีที่ไม่มีคลื่นและลมแรง ๆ บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ ชวนให้ปล่อยใจ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

เรือลำน้อยค่อย ๆ แล่นไป เกาะน้อยใหญ่ค่อย ๆ ฝ่าสายหมอกออกมาเมื่อเข้าใกล้

เป้าหมายต่อไปคือ ถ้ำเทียนกุง (Thiên Cung Grotto) หรือ ถ้ำพระราชวังสวรรค์



Plin, :-p
View full profile